Original Poche
References Google, Wikipedia, MacWorld, Apple, UsingMac
Posted on June 16, 2008
26 ตุลาคม 2007 Apple ได้ประกาศเปิดตัว Mac OS X 10.5 code name “Leopard” หรือเจ้าเหมียวน้อยของเรานั่นเอง ซึ่งมีการโฆษณาไว้ว่ามี features ใหม่มากกว่า 300 features ส่วนมากจะเป็น main features ที่ถูกเพิ่มขึ้นมาแต่ก็ยังมี hidden features อีกมากที่คุณอาจจะยังไม่รู้ เรามาดูกันว่า features ที่น่าสนใจเหล่านี้มีอะไรบ้าง
นี่เป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้นนะครับ (ในตัวอย่างต่อจากนี้ ผมจะพยายามไม่ใช้โปรแกรมอื่นนอกเหนือจากที่มีให้ใน OS X อยู่แล้วเพื่อเป็นการสะดวกสำหรับผู้ใช้ท่านที่อยากเรียนรู้วิธีการด้วยตัวเองครับ)
1. 3D Dock
- อันนี้ (ต้อง) รู้กันทุกคนครับ สำหรับผู้ใช้งาน OS X 10.5.x ^_^” (ในรูปผมเปลี่ยน skin ให้มันมองเห็นชัดขึ้นครับ ไม่ต้องตกใจว่ามันไม่เหมือนกัน)

Dock at different position
- ลองเปลี่ยน position ของ Dock ดูครับ ว่า Left และ Right ต่างจาก Bottom อย่างไร เหมือนว่าจะต้องเป็น 10.5.1 ขึ้นไปนะครับ ตอนที่เป็น Candidate ยังเป็น bug อยู่

And another Dock
- เข้า Terminal แล้วลองพิมพ์ defaults write com.apple.dock no-glass -boolean YES แล้ว restart Dock (พิมพ์ killall Dock) ดูครับ

+ หากต้องการเปลี่ยนกลับเป็น 3D เหมือนเดิมก็เปลี่ยนจาก YES เป็น NO แล้วทำการ restart Dock ครับ
2. Stacks
- รู้หรือไม่ว่า Stacks ของคุณสามารถทำแบบนี้ได้

- แบบนี้

- แล้วนี่ล่ะ

วิธีทำครับ
2.1 ทำการดาวโหลด Drawers ได้ ที่นี่ ครับ สีต่างๆ ที่หามาให้ก็มีตามนี้เลยครับ หากยังไม่ถูกใจท่านสามารถหาเพิ่มได้จาก Internet ครับ

+ เพื่อให้ง่ายและสะดวกที่สุด ผมจะใช้เพียง Preview เพียงอย่างเดียวในการทำครับ (อย่าได้ดูถูกเชียว เรื่องปรับนู่นนิดนี่หน่อยไม่เป็นรอง app ใหญ่ๆ เลยทีเดียวครับ) เนื่องจากเป็น application พื้นฐานประจำเครื่องอยู่แล้ว
2.2 ที่ท่านต้องหามาเองก็คือ logo หรือรูปภาพที่ต้องการครับ (หากเป็นไปได้ ให้หาที่เป็น alpha อยู่แล้วครับ) ในตัวอย่างผมใช้ logo ของ TMU เรานี่แหละ อิอิ

2.3 เมื่อเลือกรูปที่ต้องการได้แล้ว เรามาเริ่มกันเลยครับ
+ หากรูปที่ท่านต้องการยังไม่ได้เป็น transparent ก็สามารถใช้ Instant Alpha ใน Preview ได้ครับ
2.4 เปิดรูปที่เลือกไว้ครับ จากนั้นทำการ Copy (command+c)
2.5 จากนั้นก็ทำการเปิด Drawer ที่เลือกขึ้นมาครับ แล้ว Paste (command+v)

2.6 จัดหน้าตาให้สวยๆ ครับ

2.7 ทำการ Copy Drawer+logo ที่เราทำเสร็จแล้วจากนั้น Save เป็น png ไฟล์ครับ ให้มี alpha channel ด้วยนะครับ

2.8 ให้ทำการ Get Info (command+i) ที่ไฟล์ที่เราพึ่งจะเซฟไปครับ คลิ๊กที่ไอคอนบนซ้ายสุดของ Get Info window ครับ ด้านซ้ายของชื่อไฟล์ จะปรากฎ highlight ขึ้นมาดังรูปครับ

2.9 จากนั้นให้ทำการ Paste ครับ จะได้ไอคอนดังรูป

2.10 เปลี่ยนชื่อไฟล์โดยการใส่ space นำหน้าและเปลี่ยน extension ให้เป็น .app ครับ (เพื่อให้ drawer ของเราเป็นไอคอนแรกใน stack ครับ) จากนั้นก็ทำการลากใส่ stack ธรรมดาก็เป็นอันเสร็จครับ อิอิ

3. Dashboard
- เป็นโปรแกรมสารพัดประโยชน์ที่ทำให้เราสามารถใส่ Widget เพิ่มเติมความสวยความเท่กันได้มากมาย คาดว่าคนใช้แมคทุกคนต้องเคยสมผัสกันมาแล้ว ส่วนผู้ที่ไม่เคยสมผัสแมคเลยหน้าตาของมันก็ประมาณนี้แหละ

คุณเคยลอง widget-on-desktop ไหม สวยโก้ไปอีกแบบ

วิธีทำครับ
3.1 พิมพ์ defaults write com.apple.dashboard devmode YES ใน Terminal ครับ
3.2 จากนั้นให้ทำการ re-login (Log Out และ Log In ใหม่หรือ Restart ก็ได้ครับ)
3.3 เวลาใช้งานให้ท่านเปิด Dashboard ขึ้นมาตามปกติ จากนั้นให้ใช้เมาส์คลิ๊กลาก widget ที่ต้องการค้างไว้แล้วกด F12 (default shortcut) เพื่อออกจาก Dashboard ครับ
3.4 หากต้องการนำ widget กลับไปยัง Dashboard ก็ทำในลักษณะเดียวกันครับ ใช้เมาส์คลิ๊กลาก widget ที่ต้องการค้างไว้แล้วกด F12 เพื่อกลับเข้าไปยัง Dashboard ครับ
4. Menu bar
- สำหรับ Mac OS นั้นจะมีการกำหนดเมนูไว้ส่วนบนสุดของหน้าจอในทุกๆ โปรแกรมที่คุณใช้ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อประโยชน์ในการใช้งาน เนื่องจากหากคุณใช้โปรแกรมได้อย่างคล่องแคล่วซักโปรแกรมหนึ่งแล้ว คุณก็สามารถที่จะใช้งานอีกโปรแกรมหนึ่งได้เนื่องจากตำแหน่งและรูปแบบคล้ายกันมากนั่นเอง แต่มันจะมีความลับอะไรล่ะ ให้คุณลองคลิ๊กซ้ายที่เมนูบาร์รูปแอปเปิ้ลดูครับ

อืม…ก็เหมือนทุกที งั้นลองปุ่ม Option/Shift ด้วยครับ

จะเห็นได้ว่า OS X สามารถที่จะให้ทางเลือกแก่นักพัฒนาโปรแกรมในการเพิ่มหรือแก้ไขเมนูเดิมให้มีความหลากหลายและยืดหยุ่นในการทำงานมากยิ่งขึ้นครับ
5. Adding your own shortcut
- การเพิ่ม shortcut ลงไปใน application ที่เราต้องการก็เป็นอีกหนึ่งลูกเล่นของ OS X ที่ช่วยในการอำนวยความสะดวกในการใช้งานระบบของ Apple เช่นกันครับ
– (สามารถข้ามได้ครับ) –
โดยปกติแล้วการที่โปรแกรมใดๆ จะสามารถทำงานได้ในระบบปฏิบัติการใดๆ นั้นจะต้องทำการ compile หรือแปลจาก code ให้เป็น binary ไฟล์ก่อนครับ และการ compile นี้แหละที่จะเป็นตัวกำหนดการทำงานของโปรแกรมนั้นๆ อย่างตายตัว เช่น โปรแกรม Paint ใน Windows ที่ไม่มีความสามารถในการจัดการกับภาพแบบเป็น layer ที่ซับซ้อนเหมือนอย่าง Photoshop ได้ หากเราต้องการให้เจ้าโปรแกรม Paint ของเราทำอย่างที่ต้องการได้ เราจะต้องทำการ compile โปรแกรมนั้นใหม่จาก code ที่เราได้ทำการแก้ไขไปแล้วครับ ผมกำลังพูดถึงการ compile โปรแกรมโดยการ integrate ทั้ง menu + main program เข้าด้วยกันอย่าง Windows และ Linux (เวอร์ชั่นก่อนปี 2007) ครับ แต่ Mac OS กลับทำการ compile เฉพาะส่วนของ main program เท่านั้น (กรณีของ Cocoa-based application นะครับ) โดยส่วนของ Interface นั้น Mac OS จะมี service (Core Services) ในการ map ค่าต่างๆ ที่ผู้พัฒนากำหนดไว้ในขั้นตอนการพัฒนา จากนั้นจึงทำการแสดงผลอีกทีหนึ่งครับ ข้อดีของวิธีการนี้ก็คือ เราสามารถให้ service เหล่านี้ทำการ map key ที่เราต้องการลงไปในขั้นตอนการแสดงผลได้ครับ
——————–
ขอยกตัวอย่าง Safari ครับ เนื่องจากผมชอบ feature ที่ชื่อ Private Browsing มากแต่มันไม่มี shortcut ให้เนี่ยสิ
วิธีทำครับ
5.1 ไปที่ System Preferences -> Keyboard & Mouse ครับ

5.2 ไปยัง Keyboard Shortcuts tab ให้กดปุ่ม + ด้านล่างครับ

5.3 กำหนด Application เป็น Safari(.app) ใส่ Menu Title ว่า Private Browsing จากนั้นก็ตั้ง Keyboard Shortcut ตามสะดวกครับ

5.4 กดปุ่ม Add ก็เป็นอันเสร็จ ให้ลองกลับมายัง Safari เราจะพบกับ shortcut ที่เราได้ตั้งไว้ครับ (สำหรับ Tiger ลงไป ให้ทำการ restart Safari ก่อนครับ)

+ Menu Title ที่จะใส่นั้นต้องมีอยู่จริงใน application นั้นๆ นะครับ ใส่เป็น Hello World มันจะไม่ออกเพราะจากข้อความข้างต้นครับ service มัน map ไม่ได้
6. Screen Saver
- หลายท่านที่ใช้แมคอยู่คงรู้สึกถึงความสวยงามและเนียนลื่นของ Screen Saver บน OS X กันแล้วไม่มากก็น้อยนะครับ ท่านรู้หรือไม่ว่าเรามีวิธีการง่ายๆ ในการทำให้ Screen Saver สวยๆ เหล่านี้มาโลดแล่นบน Desktop ได้เพียงแค่ใช้ “แรงงานกับปลายนิ้ว”

– (สามารถข้ามได้ครับ) –
Screen Saver เป็นความคิดอันชาญฉลาดสำหรับการรักษาหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยคาดว่าระบบนี้ถูกคิดค้นครั้งแรกโดย John Socha ให้ใช้กับ IBM PC ครับ
——————–
วิธีทำครับ
6.1 เลือก Screen Saver ที่ท่านชื่นชอบกันก่อนได้เลย
+ จากขั้นตอนนี้ไปเราจะทำการเข้าไปยุ่งกับ Terminal กันมากหน่อยครับ
6.2 หลักการง่ายๆ มีอยู่ว่า เราจะทำการรันโปรแกรม Screen Saver ตรงๆ โดยไม่ผ่าน GUI ของ OS X ครับ วิธีการนี้จะทำให้เราสามารถเพิ่มเงื่อนไข (argument) ในการทำงานของโปรแกรมนั้นๆ ได้ครับ (ท่านสามารถใช้วิธีการนี้ไปดัดแปลงในการ unlock application หลายๆ ตัวที่อยู่ใน OS X ได้ครับ) พิมพ์คำสั่งตามนี้ใน Terminal ครับ
/System/Library/Frameworks/ScreenSaver.framework/
Resources/ScreenSaverEngine.app/
Contents/MacOS/ScreenSaverEngine -background
+ -background argument จะบอกให้ ScreenSaverEngine ทำการรันในโหมด background ของทุก application ที่ทำงานอยู่แต่จะอยู่เป็น foreground เฉพาะกับ wallpaper เท่านั้น ผลที่ได้ก็คือ เราจะได้ Screen Saver สวยๆ ประดับ Desktop กันแล้ว อิอิ
6.3 ทำการกด Ctrl+c เพื่อยกเลิกการทำงานของ ScreenSaverEngine ครับ (Terminal) ท่านสามารถให้ ScreenSaverEngine นี้ทำงานในลักษณะของ thread ได้โดยการเพิ่ม & ท้ายคำสั่งก่อนทำการรันครับ
6.4 หากให้โปรแกรมทำงานในลักษณะของ thread แล้วท่านต้องทำการ quit/kill process เองด้วย Activity Monitor โดยให้ทำการ Quit Process ที่ชื่อ ScreenSaverEngine ครับ จะ Force Quit หรือ Quit ครับหรือหากขั้นสูงหน่อยก็ให้ทำการ kill ใน Terminal เอาก็ได้ครับ

6.5 อาจจะยาวและยากสำหรับบางท่านนะครับ ผมได้เขียน shell script ที่เซฟเป็นแบบ Automator Workflow ให้แล้วเพื่ออำนวยความสะดวก ท่านสามารถทำการดาวโหลดได้ ที่นี่ ครับ
6.6 เมื่อทำการ extract zipped file แล้วจะปรากฎไฟล์ชื่อ Start Desktop ScreenSaver.workflow ให้นำไปใส่ไว้ใน folder ~/Library/Workflows/Applications/Finder/ จากนั้นก็เป็นอันเสร็จครับ
6.7 ท่านสามารถทำการรัน Workflow ได้ดังรูปครับ

6.8 และเมื่อต้องการปิด ScreenSaverEngine ก็สามารถปิดได้ที่ Workflow เช่นเดียวกันครับ

7. Minimize Effect
- Make it slower – เพื่อความรวดเร็วในการทำงานของ effect ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น minimize, Expose, Spaces, Stacks นั้น OS X ได้มีการตั้งค่าความเร็วของ effect ต่างๆ เหล่านี้ให้สมดุลกับความเร็วของ hardware อยู่แล้วครับ ผมไม่แนะนำให้ไปปรับแต่งมากกว่านี้ แต่เราสามารถดูมันแบบ slow-motion ได้โดยเพียงแค่กด Shift ค้างไว้ก่อนกด shortcut key ครับ

+มองมันแบบช้าๆ นี่ก็สวยเท่ไปอีกแบบ อิอิ
- เบื่อกับ minimize effect แบบเดิมๆ อยู่มาลองเปลี่ยนกันครับ
วิธีทำครับ
7.1 ท่านสามารถเปลี่ยน effect แบบง่ายๆ ได้โดยการไปที่ System Preferences -> Dock
7.2 ตรง Minimize using ท่านสามารถเลือก effect ที่ต้องการได้จากตรงนี้ครับ จะมีให้เลือก 2 แบบด้วยกันคือ Genie และ Scale ลองเล่นดูครับ


7.3 หากยังไม่แปลกพอคงต้องพึ่งเครื่องมืออย่าง Terminal กันล่ะ
7.4 พิมพ์ defaults write com.apple.dock mineffect -string suck จากนั้นทำการ restart Dock โดยใช้คำสั่ง killall Dock ครับ

+ สวยเก๋แปลกตาไปอีกแบบ อิอิ หากต้องการเปลี่ยนคืนก็ไปเปลี่ยนที่ System Preferences -> Dock ได้เลยครับ ง่ายกว่าการใช้ Terminal
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับลูกเล่นแปลกๆ และความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่นำมาฝากกัน หวังว่าคงจะถูกใจหลายๆ ท่านนะครับ หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ
p.s. เห็นว่าไม่ได้อัพหลายวันเลยรวบยอดให้ยาว (ไม่) หน่อยครับ ^^a
Views :10914