Hardware Review: iPad 2

เชื่อว่าหลายๆ คนกำลังลังเลใจกันน่าดูเกี่ยวกับสุดยอดอุปกรณ์ที่เหมือนจะไม่มีอะไรแต่ก็ทำให้คนอุตส่าห์อดหลับอดนอนไปต่อคิวซื้อได้อย่าง iPad โดยปัจจุบันก็มาถึงยุคของ iPad 2 กันแล้ว จากที่ก่อนหน้านี้ทาง thaimacupdate ยังไม่เคยได้รีวิวเจ้า iPad อย่างจริงๆ จังๆ เลยซักครั้ง (แม้กระทั่งรุ่นแรก) ดังนั้นคราวนี้ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทางผมได้รับเจ้า iPad 2 มาทดสอบลองเล่น ลองใช้งาน และเช่นเคยที่รีวิวของเราจะไม่ค่อยเน้นสเปคหรือรายละเอียดอะไรเหมือนกับรีวิวทั่วๆ ไป เพราะผมเชื่อว่าอ่านจากเว็บ Apple จะรู้ได้เร็วกว่า :p ดังนั้นการรีวิวครั้งนี้ก็ขอเป็นแบบแชร์ประสบการณ์จากการใช้งานจริงให้ฟังก็แล้วกันครับ

สัมผัสแรกคือบางเบา

หลังจากที่ได้ยินข่าวจากคนรู้จักว่ามี iPad 2 ให้ทดลองเล่น ทางผมก็ไม่รอช้ารีบไปรับเครื่องมาทดลองใช้งานทันที และสำหรับความรู้สึกแรกเมื่อได้ดึงเครื่อง iPad 2 ที่นอนหลับไหลอยู่ในซองผ้าอย่างน่าเอ็นดูออกมาลองถือก็ต้องบอกเลยว่า “บางได้ใจ” เนื่องจาก iPad 2 มีการออกแบบที่คล้ายกับ iPod touch คือด้านหลังราบ เรียบ ดังนั้นเวลาถือหรือหยิบจับจะให้ความรู้สึกที่บางมากจริงๆ ซึ่งหากเทียบกับ iPad รุ่นแรกแล้วที่หลังจะนูนๆ ออกมาเป็นหลังเต่าเลยทำให้รู้สึกว่าแอบหนาตรงกลางเครื่อง แต่สำหรับ iPad 2 ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น คือเครื่องบางยังไง ความรู้สึกก็บางแบบนั้นเลย

ในด้านน้ำหนักที่ทาง Steve Jobs บอกว่าเบากว่ารุ่นเก่านิดหน่อย ซึ่งก็จริงตามที่พี่ท่านบอก โดยเมื่อผมลองยกขึ้นมาเทียบกันดู จะรู้สึกได้นิดนึงว่ามันเบากว่า แต่ไม่ได้ถึงกับเบากว่ามากๆ แบบคอขาดบาดตาย แต่เชื่อสิว่าด้วยน้ำหนักที่เบาลงระดับนี้ จะช่วยให้ลักษณะการใช้งานบางอย่าง เช่นการถือเครื่องมือเดียว หรือการยกเครื่องเพื่ออ่านหนังสือทำได้ง่ายยิ่งขึ้น ชนิดที่ว่าไม่จำเป็นต้องเล่นกล้ามแขนมาก่อนก็สามารถยกใช้งานมือเดียวได้ง่ายๆ (แต่ยกนานๆ ก็เมื่อยอยู่ดีนะครับ ไม่ใช่ไม่เมื่อย)

ดังนั้นด้านความบางเบาของ iPad 2 ต้องบอกว่า “สอบผ่าน” และทำได้ดีกว่า iPad รุ่นแรกจริงๆ เรียกได้ว่าแค่คุณสมบัติสองข้อนี้ก็ทำให้รู้สึกอยากจะรับ iPad 2 มาอุปการะเลี้ยงดูยิ่งนัก :p

iPad 2 vs. iPad

มาดูที่รูปทรงภายนอกแบบไม่สนสเปคภายในกันบ้าง iPad 2 นั้นเรียกได้ว่าแทบไม่ต่างอะไรกับ iPad รุ่นแรกซักเท่าไหร่ โดยหากไม่ติดที่ว่า iPad 2 เป็นสีขาวแล้วล่ะก็ มองจากข้างหน้าแล้วแทบจะแยกกันไม่ออก (ดังนั้นผู้ที่ซื้อ iPad 2 ควรจะซื้อสีขาว เพื่อแสดงตนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น :p) โดยส่วนที่น่าจะต่างกันมากที่สุดคือตรงขอบเครื่อง ที่ iPad รุ่นแรกดูจะมีส่วนที่เป็นอลูมิเนียมโผล่มาให้เห็นเยอะหน่อย ส่วนเรื่องกล้องด้านหน้านั้นดูเผินๆ แทบไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำว่าเป็นข้อแตกต่างภายนอก

ปุ่มหายไปไหน?…มั่วไปด้วยสัมผัส

ขึ้นหัวมาซะแปลก จริงๆ แค่อยากจะบอกว่า สืบเนื่องมาจาก iPad 2 นั้น มีการออกแบบรูปทรงด้านหลังเสียใหม่เป็นแบบแบนราบอย่างที่ทราบกัน ดังนั้นทำให้พวกปุ่มต่างๆ ที่เคยอยู่ข้างกายเรา เอ้ย! ข้างเครื่องย้ายหลบไปอยู่ขอบหลังเครื่อง ดังนั้นช่วงแรกๆ ของผู้ที่เคยใช้ iPad รุ่นแรกมาก่อนจะรู้สึกแปลกๆ กับการใช้งานปุ่มพวกนี้อยู่บ้าง เพราะจะเกิดอาการ “หาไม่เจอ” เล็กๆ เช่นการจะกดเพิ่มลดระดับเสียง ก็ต้องพลิกเครื่องไปดูด้านหลังสำหรับการกดแต่ละที ไม่ได้เห็นปุ่มอยู่ด้านข้างชัดเจนเหมือนรุ่นแรก โดยใน iPad 2 ก็ไม่เหมือนกับ iPod touch เครื่องเล็กๆ ที่สามารถพลิกไปมาโดยง่าย ดังนั้นสุดท้ายเราก็ต้องมานั่งลูบไล้ขอบเครื่องเพื่อหาปุ่มต่างๆ เอาเอง ซึ่งก็ต้องอาศัยความเคยชินกันพักนึงเหมือนกันกว่าจะกะตำแหน่งปุ่มได้อย่างถูกต้อง ช่วงแรกๆ ก็ต้องทนลูบไล้เครื่องหาปุ่มแบบมึนๆ ไปก่อน

เร็วจริงแรงจริง แต่ไม่ถึงกับเร็วเวอร์

มาถึงข้อสงสัยที่หลายๆ คนน่าจะติดอยู่ในใจว่า iPad 2 นั้นเร็วขึ้นมากจริงอย่างที่ลือกันหรือไม่ โดยจากการใช้งานเบื้องต้นด้วยโปรแกรมต่างๆ เช่นอีเมล์, เปิดเว็บไซต์, การเล่นเกมต่างๆ ก็ต้องบอกว่าเร็วขึ้นพอประมาณ โดยเฉพาะการเล่นเกมต่างๆ ต้องบอกเลยว่าเวลาในการรอต่างๆ นั้นลดน้อยลงไปเยอะพอสมควร อารมณ์คงจะเหมือนตอนเปรียบเทียบระหว่าง iPhone 3GS ที่ว่าเร็วแล้วกับ iPhone 4 ทำให้ตอนนั้น iPhone 3GS ดูช้าลงไปเลยทันที ซึ่งรอบนี้ก็คงจะอีหรอบเดียวกันซึ่งหากวัดกันจริงๆ แล้ว ในบางจุด iPad 2 นั้นเร็วกว่า iPad รุ่นแรกพอสมควรเลย แต่ความเป็นจริงแล้ว iPad รุ่นแรกก็ไม่ใช่ว่าจะช้าอะไร ซึ่งตามสเปคแล้วก็ถือว่า iPad รุ่นแรกเทียบเท่า iPhone 4 เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นให้คิดซะว่าความเร็วของ iPad 2 นั้นทำมาเพื่อบางสถานการณ์เช่นการรอโหลด หรือการแปลงไฟล์ อะไรพวกนี้เท่านั้น ไม่ได้ทำให้ความเร็วแบบทั่วๆ ไปเพิ่มขึ้นมากจนเห็นได้ชัดแต่อย่างใด

กล้อง…อย่างแรง

สำหรับการใช้งานด้านกล้องที่มีมาให้บน iPad 2 บอกได้คำเดียวว่ามีใว้งั้นๆ จริงๆ เพราะคุณภาพของทั้งรูปถ่ายและวิดีโอนั้นอยู่ในระดับที่เรียกว่า “มีใว้ก็ดี ไม่มีก็ไม่เป็นไร” ซึ่งจัดว่าเป็นกล้องระดับเดียวกับที่ให้มาใน iPod touch เมื่อทดลองใช้งานการถ่ายภาพนิ่งและถ่ายวิดีโอในสภาพแสงน้อยๆ ต้องบอกเลยว่าทำได้น่าผิดหวัง โดยจะออกอาการภาพแตก Noise มาเต็มอย่างชัดเจน ดังนั้นก็อย่าไปหวังอะไรมากกับกล้องทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

ส่วนหนึ่งที่เราเห็นความด้อยของกล้องได้ชัดมากขนาดนี้เพราะหน้าจอของ iPad นั้นค่อนข้างใหญ่และมี dpi ต่ำกว่าอุปกรณ์อย่าง iPod touch และ iPhone 4 ดังนั้นเวลาถ่ายวิดีโอ ภาพบนหน้าจอนั่นคือความจริงที่เราสามารถถ่ายได้ ณ.ตอนนั้น ไม่ได้หลอกตาด้วยความละเอียดสูงๆ เหมือนกับ iPhone 4 นั่นเอง

สำหรับการถ่ายรูปใน iPad 2 ต้องบอกว่าลำบากพอตัว โดยเมื่อเราจะถ่ายทีนึง ก็ต้องมากดปุ่มชัตเตอร์บริเวณล่างหน้าจอ หรือหากพลิกถ่ายแนวนอนก็ต้องกดปุ่มชัตเตอร์แถวๆ ด้านขวา ซึ่งทำได้ลำบากมากๆ และนี่คงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ Apple ไม่ให้ความสำคัญกับกล้องเลย เพราะว่าในการใช้งานจริงๆ แล้ว การยกอุปกรณ์ใหญ่ขนาดนี้ขึ้นมาถ่ายรูปค่อนข้างจะลำบาก และหาโอกาสใช้งานอย่างจริงๆ จังๆ ได้น้อยครั้งมาก ซึ่งตรงจุดนี้น่าจะแก้ปัญหาด้วยการออก App ต่างๆ เพื่อให้ใช้งานกล้องของ iPad 2 ในเชิงเฮฮาเสียมากกว่าใช้แบบจริงจัง

FaceTime & Photo Booth

ในส่วนของการเล่น FaceTime ผมยังไม่ได้ลองจริงจังนัก แต่เมื่อพิจรณาจากกล้องหน้าและความละเอียดของกล้องวิดีโอด้านหน้าแล้วก็น่าจะพอไปวัดไปวาได้ ด้วยขนาดจอที่ใหญ่ทำให้เวลาเราคุย FaceTime กับฝั่งตรงข้ามด้วย iPad 2 เราจะเห็นภาพฝั่งตรงข้ามเต็มจอเอาการ แต่ก็จะแตกๆ หน่อยไม่ได้ชัดมาก แต่เชื่อว่าคนใช้งาน iPad 2 คงไม่ต้องการจะคุย FaceTime กันนานนัก เพราะความสะดวกและความคล่องตัวยังไม่น่าจะสู้พวก iPod touch และ iPhone 4 ได้

ส่วน Photo Booth นั้นต้องบอกว่าเป็นโปรแกรมแก้เขินสำหรับกล้องของ iPad 2 ได้เป็นอย่างดี โดยเราสามารถใช้งานกล้องด้านหน้าในการถ่ายรูปตัวเรากับเพื่อนๆ แบบฮาๆ ได้อย่างสนุกสนาน โดยที่ไม่ต้องกังวลเลยว่าภาพมันจะชัด จะเบลอ ไม่คมต่างๆ นานา ซึ่งนี่น่าจะเป็นจุดประสงค์จริงๆ ของกล้องอย่างที่ได้บอกใว้นั่นเอง ส่วน Effect ต่างๆ ที่มีมาให้นั้นนับว่าเยอะดี โดยในโปรแกรมมีการขน Effect เด็ดๆ จากใน Mac OS X มาใว้เยอะเอาการ เรียกได้ว่าบน Mac ฮาแค่ไหน บน iPad ฮาเท่านั้นกันได้เลย

กราฟฟิก 9 เท่า?…เลยเหรอ?

สำหรับประเด็นเรื่องกราฟฟิกเร็วขึ้น 9 เท่านั้น ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะวัดกันยังไงให้มันเห็นถึงความแตกต่าง 9 เท่าที่ Steve Jobs โม้เอาใว้ ดังนั้นเริ่มมาผมจึงลองทดสอบเกมอย่าง Infinity Blade และ Real Racer 2 HD ดูหน่อย ซึ่งผลจากการทดสอบเล่นดูซักพักตัดสินว่ากราฟฟิกดีขึ้น ภาพสวยขึ้น และลื่นไหลมากขึ้นจริงๆ ซึ่งเราก็คงจะเคยเห็นภาพเปรียบเทียบกราฟฟิกของ iPad 2 และ iPad รุ่นแรกกันมาบ้างแล้ว โดยที่ชัดที่สุดก็น่าจะเป็นพวกเหลี่ยมมุมและรายละเอียดของตัวโมเดลในเกม ที่คนเล่น iPad รุ่นแรกจะรู้สึกได้ว่ามันแตกๆ และเห็นเหลี่ยมมุมเยอะหน่อย แต่สำหรับ iPad 2 เหลี่ยมมุมพวกนั้นจะหายไป แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลยซะทีเดียว แต่หากเปรียบเทียบกับตัวเลข 9 เท่าที่อ้างมาก็คงไม่ชัดเจนและไม่สามารถเปรียบเทียบตรงๆ เป็นตัวเลขได้ รู้เพียงแต่ว่าภาพดีขึ้น สวยขึ้น และลื่นไหลขึ้นจริงๆ ก็เท่านั้น

ผมคิดว่าตอนนี้เกมบน iPad 2 ยังไม่ได้ดึงความสามารถของชิปกราฟฟิกใน iPad 2 มาใช้ได้อย่างเต็มที่นัก ดังนั้นเราคงต้องมารอดูอีกซักหน่อยว่าจะมีเกมไหนที่ภาพสวยเวอร์ออกมาให้ได้เล่นกันรึเปล่า

Smart Cover ไม่ซื้อเหมือนบังคับซื้อ

ไม่รู้ว่ามีใครคิดแบบผมรึเปล่า แต่ผมรู้สึกว่าเจ้า Smart Cover เนี่ย เป็นเหมือนเนื้องอกอย่างหนึ่งของ iPad 2 ที่พยายามจะตัดมันทิ้ง แต่สุดท้ายก็ต้องเก็บใว้กับตัวอยู่ดี เพราะสังเกตว่าคนที่ซื้อ iPad 2 ส่วนใหญ่ มักจะโดนอำนาจมืดอะไรบางอย่างบังคับให้หนีบเจ้าตัว Smart Cover กลับมาด้วยทุกครั้ง โดยนี่อาจจะเป็นการวางแผนอันแยบยลของ Apple ที่ทำรูปลักษณ์และบิ้วท์สารพัดเหตุผลในการต้องมี Smart Cover มาใว้อย่างดีมาก จึงทำให้เหล่าลูกค้าทั้งหลายไม่สามารถต้านทานเหตุผลทางอารมณ์ของตนเองได้

เอาล่ะ ในเมื่อเขาส่งกระแสจิตบังคับมา และคนรู้จักของผมก็ตอบสนองไปอย่างเต็มใจเรียบร้อย ก็ขอลองหยิบมาใช้งานให้ดูกันหน่อยแล้วกัน ตัว Smart Cover ที่ได้มาเป็นสีส้มที่สีสดสะใจมาก โดยตัวเนื้องานจะออกด้านๆ สากๆ หน่อยซึ่งพลิกดูอีกฝั่งก็จะเป็นผ้าเนื้อสากๆ เช่นกัน ตรงนี้ Apple บอกว่าใช้เช็ดพวกรอยหรือคราบบนหน้าจอ iPad 2 ได้อัตโนมัติ (แต่ไทยเราคงไม่แคร์ เพราะใครๆ ก็ติดฟิล์มกันรอยด้านหน้ากันทั้งนั้น จะเลอะก็เลอะไป :p)

ตัวงานของเคส Smart Cover นั้นบอกได้เลยว่าเนี๊ยบมากๆ ซึ่งก็ไม่แปลกใจที่ Apple ตั้งราคาใว้ค่อนข้างจะสูงที่หลายพันบาทเหมือนกันสำหรับเคสแบบธรรมดาแบบนี้ โดยคุณภาพของอลูมิเนียมและความเนี๊ยบในการตัดเย็บก็สมชื่อ Apple ที่ทำให้ของธรรมดาดูดีมีชาติตระกูลได้

การใช้งานก็แค่ง่ายๆ ด้วยการขยับเอาเคส Smart Cover ไปใกล้ๆ iPad 2 ในตำแหน่งที่ควรจะเป็น ก็คือไม่ต้องไปแคร์ว่ามันจะเบี้ยวจะติดไม่ตรงใดๆ แค่นำเคสไปใกล้ๆ เครื่องตัวแม่เหล็กก็จะดูดติดกันอย่างรวดเร็วและแน่นหนาสุดๆ จากนั้นเราก็สามารถใช้งาน Smart Cover สำหรับเปิดปิดหน้าจอเครื่องได้ทันที โดยที่ตัว Smart Cover นั้นสามารถสั่งให้เครื่อง Sleep ได้หากปิดเคสลงไป และเมื่อเปิดเคส ตัวเครื่องก็จะเปิดเหมือนเราสไลด์หน้าจอ Unlock ให้โดยอัตโนมัติ ตรงนี้แหละที่เป็นจุดขายสุดๆ อย่างหนึ่งของ Smart Cover นั่นเอง

การใช้งาน Smart Cover เป็นฐานรองเครื่องทำได้ไม่ยาก โดยเราเพียงแค่ม้วนตัวเคสไปเรื่อยๆ จะผิดด้านถูกด้านก็ไม่เป็นไร เพราะรูปแบบการม้วนนั้นก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากนัก เพียงเท่านั้นเราก็จะสามารถใช้เคสเป็นฐานตั้งสำหรับวางเครื่องในแนวนอนเพื่อใช้งานได้อย่างสะดวกแล้ว

จุดน่าสังเกตและต้องระวังใว้อย่างหนึ่งตอนเราจะม้วนเคสเพื่อวางเครื่องในแนวตั้งแบบยกสูง เราต้องม้วนเจ้าเคส Smart Cover ให้ด้านที่เป็นสีต่างๆ อยู่ด้านใน เราจึงจะสามารถวางเครื่องแนวยกสูงได้ หากม้วนเคสผิดทางเอาด้านที่เป็นสีๆ มาใว้ด้านนอก จะทำให้ตัวเคสไม่สามารถล๊อกน้ำหนักเครื่องได้และอาจร่วงลงมาง่ายๆ เลยทีเดียว

สรุปง่ายๆ กับเจ้า Smart Cover นั้นก็ต้องบอกว่าสวยงามและมีประโยชน์จริง โดยแทนที่เราจะมาใส่เคสหนาเตอะที่บดบังความงามของตัวเครื่อง สู้เราหันมาใช้เจ้า Smart Cover เพื่อปิดหน้าจอที่เป็นกระจกจะดีเสียกว่า โดยส่วนที่เป็นด้านหลังเครื่องก็น่าจะแข็งแรงรองรับรอยขีดข่วนต่างๆ ได้ดีระดับนึงอยู่แล้วจึงไม่ต้องน่าเป็นห่วงมากนัก ซึ่งตอนนี้ผมก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเราถึงต้องซื้อ Smart Cover มาพร้อมกับ iPad 2 ด้วย…Apple เขาเก่งจริงๆ :p

iPad 2 ซักเครื่อง…ดีไหม?

ถ้าถามกันตรงๆ แบบไม่คิดอะไรมาก ผมคงตอบว่า “ดี” ถ้าคุณอยากได้ก็สามารถไปหาซื้อมาใช้ได้ เพราะด้วยคุณภาพและราคาที่ต้องจ่ายไป (ขออิงราคาจากต่างประเทศนะครับ ไม่นับเครื่อง MBK) นับว่า iPad 2 นั้นให้หลายๆ อย่างมาคุ้มมากเหมือนกัน โดยจุดด้อยต่างๆ (ที่ไม่ค่อยจะมีนัก) ในรุ่นแรกก็ถูกพัฒนาขึ้นมาใน iPad 2 ถึงแม้บางอย่างเช่นกล้องจะยังไม่ค่อยถูกใจคนทั่วไปนัก แต่เชื่อเถอะว่าเอาเข้าจริงๆ คุณแทบจะไม่ได้ใช้งานกล้องของ iPad 2 เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นหากคุณอยากได้มาใช้งานเล่นๆ และไม่ได้ติดขัดเรื่องเงินอะไร ก็แนะนำให้ซื้อมาเล่นได้ตามสะดวก

แต่สำหรับผู้ที่มี iPad รุ่นแรกอยู่แล้ว หากถามว่ามันจำเป็นที่จะต้องทิ้งตัวเก่ามาซื้อตัวใหม่ไหม? ก็คงต้องบอกว่าไม่ถึงกับจำเป็นมากเท่าไหร่ เนื่องจาก iPad 2 นั้นเป็นเหมือนเอาหลายๆ อย่างที่ iPad รุ่นแรกทำใว้ดีอยู่แล้ว มาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นต้องถามตัวเองแล้วแหละครับว่าคุณพอใจกับของดีๆ ใช้งานสบายที่มีอยู่แล้ว หรืออยากได้ของที่ดีกว่าและใช้งานดีกว่ามาสนองความต้องการเพิ่มเติม

ส่วนคนที่อยู่ในกลุ่มลังเลใจระหว่าง iPad หรือ iPhone หรือ MacBook ผมก็ขอย้ำว่า iPad ไม่สามารถใช้งานแทน MacBook ได้ และ MacBook ก็ไม่สามารถใช้งานแทน iPad ได้เช่นกัน ของแต่ละอย่างเกิดมาเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ของมัน ดังนั้นหากคุณเป็นคนที่ต้องทำงานจริงจัง มีเรื่องให้ต้องจัดการเยอะๆ ผมว่า iPad ไม่ใช่คำตอบแน่ๆ ครับ เพราะไลฟ์สไตล์ส่วนใหญ่ของคนที่ครอบครองและใช้งาน iPad จะเป็นแบบ Reader & Player มากกว่า ไม่สามารถทำงานแบบจริงจังได้ ซึ่งสังเกตไหมครับว่าเหล่านี้เป็นสิ่งที่ MacBook ก็ทำได้ แต่ iPad นั้นทำได้เหมือนกันแต่ในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคุณล่ะครับว่าต้องการทำสิ่งเหล่านั้นในรูปแบบไหน

ผมขอทิ้งท้ายการรีวิวนี้ด้วยการเปรียบเปรย iPad, iPhone,และ MacBook ว่า iPhone นั้นเป็นเหมือนเสื้อกันหนาว ใส่ใว้เพื่อกันหนาว, MacBook เป็นเหมือนกางเกงขายาว ใส่ใว้เพื่อกันหนาว, iPad เป็นดั่งผ้าพันคอ ใช้พันคอใว้เพื่อกันหนาวได้เหมือนกัน, ถ้ามีคนถามผมว่าในหน้าหนาวครั้งหน้าผมจะเลือกซื้อของชิ้นใดมาใส่ ผมก็คงตอบว่า “ซื้อเสื้อและกางเกงก่อน ส่วนผ้าพันคอรอเงินเหลือจริงๆ ค่อยซื้อแล้วกัน”

Gallery

Views: 33575

Comments