Hardware Review: MacBook Air 11″/13″ (Mid 2011)

หลังจากที่ใครหลายๆ คนออกอาการน้อยใจเล็กๆ ตอนที่เห็น Apple ออก MacBook Air รุ่นดีไซน์ใหม่เมื่อปีที่แล้วแต่แอบแทงกั๊กเรื่อง CPU โดยที่ยังคงใช้ Core 2 Duo ความเร็วต่ำอยู่ทำให้ MacBook Air รุ่นก่อนหน้านั้นเกิดอาการเร็วแต่ยังไม่สุดซักเท่าไหร่ แต่สำหรับ MacBook Air รุ่นล่าสุดที่ Apple เพิ่งจะเปิดตัวไปนั้นถือว่าได้รับการอัพเกรดที่ CPU อย่างถูกจุด ซึ่งทำให้หลายๆ คนน่าจะเริ่มหันมาสนใจกันอย่างจริงจังมากขึ้น ดังนั้นเรามาลองไปดูกันเลยดีกว่าว่าของใหม่ในร่างเก่ารอบนี้จะเร็วแรงสมใจกันแค่ไหน

เรามาเริ่มกันที่ MacBook Air 11″ กันก่อนเลย สำหรับแพ็คเกจของ MacBook Air รุ่นใหม่นี้ก็ยังคงรูปแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลงโดยข้างในกล่องก็จะเป็น MacBook Air วางอยู่อย่างเรียบง่าย และด้านใต้ก็จะซ่อนคู่มือและหม้อแปลงไฟนอนอยู่อย่างเป็นระเบียบ

เป็นที่รู้กันว่าอุปกณณ์รุ่นใหม่ๆ ของ Apple ที่จำหน่ายในประเทศไทยนั้นจะเริ่มเปลี่ยนมาใช้หัวปลั๊กแบบใหม่ซึ่งตรงนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะมาตรฐานอะไรหรือเปล่าแต่รู้สึกว่าไม่ค่อยชอบหัวปลั๊กแบบนี้เท่าไหร่เพราะเสียบเท่าไหร่ก็ไม่ยอมแน่นซักที

ข้อมูลเพิ่มเติมจาคุณ Chayuth Pirotesak ครับ:

เป็นมาตรฐาน มอก. ปลั๊กไฟอันใหม่ครับ (มอก.166-2547) บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2551
กำหนดให้เต้าเสียบต้องเป็นหัวกลมเท่านั้น
หัวแบนจะไม่ผ่านการรับรอง ผิดกฏหมายนะครับ

สิ่งหนึ่งที่แปลกใหม่มาแต่ไกลเลยก็น่าจะเป็นคู่มือภาษาไทยที่ Apple ใส่มาเป็นครั้งแรกในสินค้าตระกูล Mac ที่ขายในประเทศไทย โดยหน้าปกเป็นคำทักทายสั้นๆ ว่า “สวัสดี” ดูกันเองดีเหมือนกัน

ภายในคู่มือก็จะเป็นภาษาไทยอย่างเต็มรูปแบบซึ่งก็น่าจะช่วยให้เราสามารถงมวิธีใช้งานเบื้องต้นได้มากพอสมควร แต่พวกการแปลคำยังคงสไตล์ทางการสุดๆ ใว้อยู่ เช่นระบบ “Mission Control” ก็เล่นแปลกันตรงๆ ว่า “ควบคุมภารกิจ” ซึ่งบางอันก็ฮาดีและรู้สึกแปลกตาดีเหมือนกัน ต้องลองไปอ่านกันดู :p

อีกอย่างที่เป็นเรื่องเศร้าเล็กๆ คือในกล่องจะไม่มีการแถม USB Install Drive มาให้แล้ว ดังนั้นใครที่คิดว่าอยากจะได้ Lion แบบ USB Drive ก็ต้องเสียใจด้วย โดยใน Mac รุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับ Lion หากต้องการจะลง OS ใหม่ก็ต้องใช้ระบบ Lion Recovery แทน โดยเราสามารถสร้าง USB Install Drive เองได้เหมือนกัน หรืออาจจะรอซื้อ Lion USB Install Drive ที่ Apple จะทำมาแยกขายก็ได้ที่ราคาราวๆ $69 (ยังไม่รู้ราคาสุดท้ายตอนเข้าไทย)

พอร์ทอย่าง Thunderbolt ก็ถูกเพิ่มเข้ามาใน MacBook Air เหมือนกัน และแน่นอนว่าในรุ่น 11″ จะไม่มีช่องอ่าน SD Card มาด้วย โดยช่อง USB ก็จะมีมาให้ 2 ช่องเหมือนเดิม

ตรงส่วนของคีย์บอร์ดจะมีการเปลี่ยนไอคอนของปุ่มฟังก์ชั่นเล็กน้อย โดยจะมีปุ่ม Mission Control มาแทนปุ่ม Expose เดิม ส่วน Dashboard ก็เปลี่ยนรูปไอคอนนิดหน่อย และที่น่าสนใจก็คือที่ด้านขวาเกือบสุดจะไม่มีปุ่มสำหรับฟังก์ชั่น Eject อีกต่อไป เรียกว่าตัดทิ้งกันไปเลย (เพราะต้องใช้พื้นที่สำหรับปุ่มหรี่ไฟใต้คีย์บอร์ด)

แน่นอนว่าตัวเครื่องมาพร้อมกับ OS X Lion 10.7 ซึ่งเมื่อเปิดเครื่องครั้งแรกก็จะเจอกับหน้า Setup แบบใหม่ที่คอยต้อนรับเราอยู่

เครื่องที่เรานำมาทดสอบก็จะเป็นรุ่น 1.6GHz Core i5 RAM 2GB ซึ่งอยากจะแนะนำว่าหากใครจะซื้อก็ขอให้เพิ่ม RAM เป็น 4GB ใว้ก่อนเพื่อความสบายใจจะดีกว่า

ใน MacBook Air มีการใส่ Bluetooth 4.0 เข้ามาให้ด้วย ซึ่งจะมีระยะห่างในการใช้งานที่มากขึ้น รวมไปถึงประหยัดพลังงานมากกว่าเวอร์ชั่นเก่าๆ อีกด้วย

อีกจุดเด่นที่น่ายินดีมากๆ สำหรับ MacBook Air รุ่นใหม่คือการกลับมาของคีย์บอร์ดแบบ Back-lit ซึ่งสามารถมีไฟส่องออกมาจากตัวหนังสือเมื่ออยู่ในความมืดได้ โดยเราสามารถปรับความสว่างของไฟใต้คีย์บอร์ดได้อีกด้วย

โดยรวมแล้วถือว่า MacBook Air รุ่น 11″ ตัวล่างสุดที่ราคาระดับนี้ถือว่าคุ้มค่ามากทีเดียว แต่ยังไงก็ตามอย่าลืมเพิ่มเงินไปอีกสามพันกว่าบาทเพื่ออัพเกรด RAM เป็น 4GB ไปด้วยจะดูดีกว่ามาก ส่วนผลการทดสอบประสิทธิภาพด้วยโปรแกรม Geekbench (เน้นที่ CPU, Memory เป็นหลัก) วัดออกมาได้ที่ 4661 คะแนน ซึ่งต่างจาก 11″ รุ่นเก่าที่เคยได้แค่ 2021 คะแนนเท่านั้น ซึ่งถือว่าเร็วขึ้นมากกว่าเท่าตัวเลยทีเดียว

มาถึงคราวของรุ่น 13″ กันบ้างแน่นอนว่าด้านนอกก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ไปจากเดิมๆ ที่เราเคยได้เห็นกัน

สำหรับรุ่น 13″ นี้จะมีช่องเสียบ SD Card มาให้ด้วยซึ่งก็ไม่ได้ใหม่อะไร และก็มีการเพิ่ม Thunderbolt เข้ามาตามสเต็ป

สำหรับรุ่นที่เรานำมาทดสอบก็เป็นรุ่นถูกสุดของ 13″ นั่นคือ 1.7GHz Core i5 RAM 4GB โดยจะเห็นว่าหากมี RAM ในเครื่อง 4GB ตัวการ์ดจอจะแชร์ RAM ไป 384MB แต่หากมี RAM 2GB การ์ดจอก็จะแชร์ไปแค่ 288MB เท่านั้นซึ่งทุกรุ่นเป็นการ์ดจอแบบ On-Board จาก Intel ทั้งหมด

สำหรับรุ่นขนาด 13″ ตรงพื้นที่คีย์บอร์ดจะมีขนาดใหญ่กว่า 11″ เล็กน้อย และแน่นอนว่าเป็นแบบ Back-lit เช่นเดียวกัน

ว่าแล้วก็ลองทดสอบส่งไฟล์แบบ AirDrop ดูซักหน่อย โดยจะมีแต่ Mac รุ่นใหม่ๆ ในช่วงหลังๆ นี้เท่านั้นที่รองรับระบบดังกล่าวโดยเราไม่ต้องตั้งค่าอะไรเลย แค่ไปที่เมนู AirDrop ของทั้งสองเครื่อง แล้วลากไฟล์โยนส่งให้กันได้เลย ถือว่าสะดวกสบายมากๆ

ผลการทดสอบ MacBook Air 13″ ด้วย Geekbench เจ้าเก่าวัดได้ 5411 คะแนนมากกว่ารุ่นก่อนที่ได้เพียง 2678 คะแนนเท่านั้น  นั่นหมายความว่าความเร็วที่ Apple อ้างว่าเร็วขึ้น 2 เท่าถือว่าเป็นเรื่องจริงเลยทีเดียว

สรุปแล้วสำหรับ MacBook Air รุ่นใหม่ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่น่าสนใจมากที่สุดตอนนี้ โดยใน MacBook 13″ รุ่นล่างสามารถทำคะแนนได้ใกล้เคียงกับ MacBook Pro 13″ รุ่นล่าสุดที่ได้คะแนนไป 6035 คะแนน โดย MacBook Air 13″ จะแพงกว่าไม่กี่พันบาทเท่านั้น ซึ่งหากคิดว่าแลกกับความสบายในการพกพาก็ถือว่าน่าจะคุ้มค่ากว่ามากโดยการทำงานอื่นๆ ทั่วไปสามารถใช้เจ้า MacBook Air รุ่นใหม่นี้เป็นเครื่องหลักในชีวิตประจำวันของเราได้สบายๆ ซึ่งหากมีงบพอทำการอัพเกรดเป็น Core i7 ก็จะยิ่งแรงเข้าไปใหญ่

สำหรับการทดลองใช้งานเบื้องต้นสำหรับทั้งสองรุ่นนั้นก็ต้องบอกว่าผ่านฉลุย โดยสามารถใช้งานโปรแกรมต่างๆ ได้อย่างปรกติ ไม่ออกอาการกระตุกหรือแอบงอแงเหมือนกับ MacBook Air รุ่นก่อน แต่ในรุ่น 11″ ตัวล่างที่มี RAM แค่ 2GB เจอกับ Lion เข้าไปก็แอบงอแงเล็กๆ ในบางจังหวะเหมือนกัน แต่ถือว่าโดยรวมแล้วใช้งานได้ลื่นๆ สบายๆ กันเลย

ดังนั้นหากใครที่กำลังมองหาโน๊ตบุ๊คซักเครื่อง MacBook Air รุ่นใหม่ก็เป็นอะไรที่น่าซื้อน่าใช้เอามากๆ เหมือนกัน โดยผมจะขอแนะนำเป็นรุ่น 13″ ตัวล่าง (42,900 บาท) ก็น่าจะเพียงพอกับการใช้งานระดับปรกติจนถึงระดับหนักหน่อยได้แล้ว แต่หากไม่เกี่ยงเรื่องราคาจริงๆ ก็เล่นตัวท็อปแบบอัพเกรดหมดไปเลยก็จะดีที่สุด

ขอขอบคุณ : iBeat by Graphicscan (Maccafe’) สำหรับอุปกรณ์ในการรีวิวครับ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม, สั่งจองหรือสั่งซื้อได้ที่ iBeat by Graphicscan โทรศัพท์ 02-613-0592, 02-613-0593 หรือเยี่ยมชมเครื่องได้ที่ร้าน iBeat สาขา BTS อารีย์ หรือ Major Avenue Ratchayothin

Gallery


Views: 41417

Comments