DL Special: เมื่อนวัตกรรมสำคัญน้อยกว่ายอดขาย

ภาพงานเปิดตัว iPad mini ของ Apple เมื่อวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมายังคงค้างคาอยู่ในใจของผม แต่มันไม่ใช่เรื่องดีนัก เพราะมันคาอยู่ในใจพร้อมกับความคิดที่ว่า “Apple น่าจะทำได้ดีกว่านี้”

เป็นเรื่องปรกติไปเสียแล้วที่เวลา Apple ในยุคของ Tim Cook เปิดตัวสินค้าอะไรมากสักอย่าง สินค้าเหล่านั้นก็จะเหมือนถูกติดป้ายกำกับใว้ว่า “ผลิตโดย Apple ยุคใหม่” พร้อมกับเสียงกระซิบที่ตามมาอย่างแผ่วเบาว่า “ถ้า Steve Jobs ยังอยู่ มันคงไม่…” บลา บลา บลา

จริงอยู่ที่การด่วนตัดสินตั้งแต่ยังไม่ทันได้เห็นผลงานระยะยาวดูจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไรสำหรับ Apple ในยุคใหม่ แต่จากการเปิดตัวสินค้าหลายๆ อย่างในช่วงหลัง รวมไปถึงรูปแบบการนำเสนอมันบ่งบอกได้ชัดเจนว่า Apple กำลังมีปัญหากับเรื่องของ “นวัตกรรม” กับ “ความคิดสรา้งสรรค์”

ว่ากันว่าตอนที่ Steve Jobs ยังอยู่ Apple เหมือนกับเป็นมังกรสองหัวที่ทำงานสอดประสานกันอย่างราบรื่น มังกรหัวแรกก็คือ Steve Jobs ที่คอยมีส่วนร่วมกับสินค้าทุกชิ้นที่ Apple กำลังจะวางขาย เขาจะคอยกำกับขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้ได้ดั่งใจ และเป็นคนตัดสินว่าถึงเวลาแล้วที่สิ้นค้าตัวนั้นจะได้ออกมาโลดแล่นอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงในฐานะหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่มีนวัตกรรมอันสุดยอดและพร้อมจะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล

มังกรหัวที่สองก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เพราะคือ Tim Cook ซีอีโอคนปัจจุบันของ Apple นั่นเอง

หาก Steve Jobs เป็นคนที่คอยสรรสร้างสินค้าด้วยนวัตกรรมขั้นสูงและพร้อมที่จะเปิดตัวให้คนทั่วไปตื่นเต้นไปกับมัน Tim Cook ก็คือคนที่จะคอยจัดการทุกอย่างเพื่อให้กระบวนการผลิตออกสู่โลกแห่งความเป็นจริงนั้นราบรื่น เขาจะคอยดูแลเรื่องระบบการจัดการต่างๆ ขั้นตอนปลีกย่อย รายละเอียดในจุดเล็กๆ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่สุดของ Tim Cook ซึ่งจากการทำงานที่สอดประสานกันได้อย่างลงตัวและไร้ที่ติทำให้ที่ผ่านมา Apple เป็นหนึ่งในบริษัทที่ทรงอิทธิพลด้านไอทีที่สุดของโลก สามารถผลิตสินค้าที่ไม่เคยมีใครคาดคิดว่าจะต้องใช้งานมาก่อนอย่างต่อเนื่อง และทำรายได้ถล่มทลายชนิดที่บริษัทอื่นๆ ได้แต่อ้าปากค้าง

แต่แล้วเมื่อไม่มี Steve Jobs เหลือเพียงแค่ Tim Cook ก็เหมือนกับมังกรสองหัวที่เคยแข็งแกร่งที่สุดในโลก กลับต้องเหลือหัวเดียวและต้องต่อสู้กับศัตรูที่เก่งกล้าขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งก็ยังพอเอาตัวรอดมาได้เพราะสิ่งที่เคยสร้างใว้ยังสามารถใช้หล่อเลี้ยงให้ผ่านช่วงที่น่าลำบากใจมาได้อย่างหวุดหวิด

หลายคนบอกว่าถึงแม้ Steve Jobs จะไม่อยู่ แต่เขาก็ได้วางแผนถึงอนาคตใว้หลายปีแล้ว ดังนั้นไม่น่าเป็นห่วง Apple เท่าไร เพราะยังไงถ้าเดินตามรอยที่ทาง Steve Jobs ได้วางใว้ให้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาไปอีกหลายต่อหลายปีด้วยกัน

แต่แล้วก็เป็น Steve Jobs ไม่ใช่หรือ ที่เคยออกมาพูดว่ายังไงเขาก็จะไม่มีวันทำ iPad mini เด็ดขาด เพราะขนาดหน้าจอมันจะเล็กเกินไป จนไม่ใช่ประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้ ซึ่งขนาดหน้าจอที่เหมาะสมกับ Tablet ที่สุดก็ต้องเป็นจอ 9.7” ของ iPad ขนาดปรกตินี่แหละ

แต่แล้วในปีนี้เราก็ได้เห็น iPad mini ที่ว่ากันตามตรงแล้วไม่ได้เป็นของใหม่เลย เพราะถือว่าเป็นการนำเอา iPad รุ่นเก่าอย่าง iPad 2 มาจับย่อส่วน เพิ่มกล้องความละเอียดสูงเข้าไป เติมสีตัวเครื่องแบบใหม่และนำออกมาขายในชื่อ iPad mini อย่างภาคภูมิใจ

สื่อต่างประเทศหลายสำนักก็เล่นแรงถึงกับถามแบบตอกกลับว่า “ไหนล่ะ นวัตกรรมของคุณ” ซึ่งก็น่าคิดตามไม่ใช่น้อย เพราะการที่ Apple ออก iPad mini มาแบบไม่ได้ให้สเปคอะไรมาก มันบ่งบอกได้ชัดเจนว่า Apple กำลังเล็งส่วนแบ่งทางการตลาดของ Tablet ขนาด 7” ซึ่งมีราคาไม่สูง ดังนั้นจึงทำการลดเสปคให้อยู่ในระดับเดียวกับ iPad ตัวก่อนหน้า และกดราคาลงมาให้ต่ำเพื่อที่จะพอกระโจนเข้าไปในตลาดการแข่งขันสูงที่แสนจะเย้ายวนได้โดยไม่สนใจคำว่า “นวัตกรรม” ด้วยซ้ำ

iPad mini ไม่ได้มีอะไรที่ทำให้คนต้องตื่นตะลึง นอกเหนือไปจากขนาดตัวที่เล็กลง และน้ำหนักที่เบาลง ซึ่งหลายๆ คนก็ชอบตรงส่วนนี้มากๆ ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะมันเป็นคุณสมบัติของ Tablet ที่อยู่ในตลาดของหน้าจอระดับนี้อยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะถามและอยากจะให้ทุกคนคิดตามก็เหมือนกับที่สำนักข่าวต่างประเทศถามกันว่า “แล้วไหนล่ะ นวัตกรรมของคุณ”

หันไปทาง iPhone รุ่นใหม่อย่าง iPhone 5 กันบ้าง ที่แทบจะเจอปัญหาเดียวกันกับ iPad mini นั่นก็คือขาดซึ่ง “นวัตกรรม” โดยใน iPhone 5 ก็เหมือนเป็นการเพิ่มจุดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อหวังผลทางการแข่งขันกับคู่แข่ง ที่บางรายเริ่มตีตื้นและแย่งฐานลูกค้าไปจาก Apple ได้พอสมควรแล้ว ดังนั้นจึงมีการขยายหน้าจอให้ยาวขึ้น และพยายามหาเหตุผลว่าทำไมจอถึงต้องยาวขึ้นเท่านั้นเท่านี้ ต่อด้วยการอัพเกรดสเปคภายในเหมือนที่สมาร์ทโฟนค่ายไหนๆ ก็อัพเดทกันบ่อยอยู่แล้ว

จากนั้นจึงเกลาในส่วนของดีไซน์ตัวเครื่องให้บางเบาเข้ากับยุคสมัย และพยายามจะเพิ่มมูลค่าของการออกแบบด้วยการใช้เทคโนโลยี Diamond Cut เข้ามาสร้างพื้นผิวที่เงางาม แต่สุดท้ายก็เกิดปัญหาการเป็นรอยง่ายของเครื่องรุ่นสีดำที่หนักหน่อย ซึ่งก็กลายเป็นข้อเสียตามมามากกว่าจะเป็นข้อดีเรื่องความสวยงามเสียอีก

ดูเหมือนว่าจุดเด่นของสินค้าจาก Apple ในยุคนี้ จะเป็นการชูกเอาคุณสมบัติทั่วไปและเรื่องที่ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไรมาก มาทำให้ดูเป็นขั้นกว่า เช่นบางกว่าเดิม เบากว่าเดิม โดยที่ไม่ได้สนใจเรื่องนวัตกรรมที่ไม่เคยมีใครทำสักเท่าไร

ทางด้าน Mac ซึ่งเป็นสินค้าคู่บริษัท Apple มาอย่างยาวนาน ก็ดูเหมือนจะเกิดปัญหาด้านนวัตกรรมเหมือนกัน เพียงแต่ยังดีหน่อยที่ Apple เติมเทคโนโลยี Retina Display เข้าไปบน Mac ทำให้ MacBook Pro รุ่นล่าสุดเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาที่มีเทคโนโลยีของจอภาพที่ดีที่สุด และน่าตื่นตะลึงอยู่พอสมควร

แต่หากลองมองในส่วนของความเป็น “นวัตกรรม” การเปิดตัว MacBook Pro with Retina Display ก็ยังไม่ได้ชัดเจนอะไรมาก เพราะดูเหมือนเป็นตัวเลือกให้กับผู้ใช้ทั่วไปมากกว่า ว่าถ้าต้องการคุณสมบัติหน้าจอแบบความละเอียดสูงก็ต้องเลือกรุ่น Retina Display แต่ถ้าไม่ได้ซีเรียสอะไรกับหน้าจอมาก รุ่นปรกติก็ยังใช้งานได้ดีอยู่ และประหยัดเงินไปได้หลายหมื่นบาทเลยด้วย

เรายังน่าจะพอจำกันได้ ยามที่ Steve Jobs เปิดตัว iPod ซึ่งนิยามให้เป็นหนึ่งในเครื่องเล่นเพลงพกพาขนาดเล็กที่จะมาเปลี่ยนแปลงวงการเพลงไปตลอดกาล ในตอนนั้นหลายๆ คนยังไม่เชื่อว่าเครื่องเล่นเพลงหน้าตาประหลาดสีขาวที่แลดูใช้งานยากจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนบนโลกนี้ได้ แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่ Steve Jobs และ Apple เติมเข้ามาในโลกก็ได้ทำให้ผู้คนลืมคำว่าตลับเทปและ CD เพลง แต่แทนที่ด้วย iPad และ mp3

หรือจะเป็นการเปิดตัว MacBook Air ที่เป็นเพียงโน็ตบุ๊คที่บางเป็นพิเศษ และ Apple ก็ชูความเป็นสุดยอดแห่งนวัตกรรมความบางเบาด้วยการเปิดตัวแบบที่คนทั้งโลกต้องติดตา ด้วยการยัดเข้าไปในซองเอกสาร และดึงออกมาจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความบางเบาไปในทันทีและยังไม่มีใครสร้างภาพลักษณ์แห่งความบางเบาได้ดีเท่านี้ รวมไปถึงแนวคิดการนำเอา Hard Drive ขนาดเล็กมาใช้ ก่อนที่ต่อมาจะเปลี่ยนเป็น Flash Storage ซึ่งถือว่าเป็นการนำเอาสิ่งที่คนทั่วไปไม่คาดคิดว่าจะได้ใช้มาใส่ลงไปในสินค้าระดับมาตรฐาน และถึงแม้ว่าสินค้าเหล่านั้นจะมีราคาแพง แต่คนทั่วไปก็ยอมจ่ายเงินเพื่อที่จะได้ครอบครองและใช้งานนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ Apple นำเสนอมาโดยตลอด

หากมองมาที่ปัจจุบันดูเหมือน Apple กำลังจะมาถึงทางตัน แต่แล้วเมื่อไม่นานมานี้ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดในรอบปีของ Apple นั่นก็คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้บริหารระดับสูง ซึ่งเหมือนเป็นการผ่าตัดดัดแปลงระบบโครงสร้างครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมทำอะไรบางอย่าง

แน่นอนว่า Tim Cook เป็นคนที่มีฝีมือ เขามีความสามารถที่จะทำให้ทุกอย่างดำเนินไปได้อย่างที่มันควรจะเป็น และเขาก็น่าจะเป็นคนหนึ่งที่เห็นปัญหาเรื่องนวัตกรรมที่ขาดหายไปของ Apple ได้ชัดเจนที่สุด นั่นจึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของผู้บริหารหลายคนใน Apple

ชื่อของ Jony Ive ถูกโยงมาเกี่ยวกับ Steve Jobs อีกครั้ง

เดิมที Jony Ive นั้นรับผิดชอบเรื่องการออกแบบเป็นหลัก และปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเขาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สินค้าในยุคหลังๆ ของ Apple นั้นติดตลาด และมีเอกลักษณ์ทางด้านการออกแบบ ซึ่งเขาเปรียบเสมือนเป็นหัวใจหลักที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของ Apple ไม่ได้น้อยไปกว่าใครคนใดในบริษัท

ว่ากันว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งล่าสุดของ Apple ทำให้ Jony Ive ขึ้นมามีบทบาทในด้านความคิดสร้างสรรค์, นวัตกรรม, และเข้ามามีส่วนร่วมกับสินค้าต่างๆ ของ Apple มากขึ้น ซึ่งหากมองกันง่ายๆ ก็เหมือนกับว่า Jony Ive ได้เข้ามาสืบทอดตำแหน่งหัวมังกรแทนที่ Steve Jobs ผู้ล่วงลับ และคอยทำงานกับ Tim Cook เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกนี้อีกครั้ง

หลังจากนี้ Apple น่าจะเน้นเรื่องนวัตกรรมมากขึ้น และในสินค้าตัวต่อๆ ไปของพวกเขา เราน่าจะได้เห็นอะไรที่ถูกคิดค้นขึ้นมาอย่างละเอียด และตั้งใจจะเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมไอทีให้ได้อีกครั้ง เหมือนที่ Apple ในยุคของ Steve Jobs เคยทำได้

Jony Ive จะเข้ามามีบทบาทได้เหมือนกับที่ Steve Jobs เคยทำได้หรือไม่ และ Apple จะยังคงหลงเหลือสิ่งที่เรียกว่า “นวัตกรรม” ที่สามารถปรับเปลี่ยนวิธีชีวิจของคนรุ่นใหม่ได้อีกหรือเปล่า

ปี 2013 ของ Apple เป็นอะไรที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง


By @pondkungz
ตีพิมพ์ในนิตยสาร Digital Lifestyle ฉบับที่ 41 เดือนพฤศจิกายน 2555

Views: 18624