สนใจโฆษณาตำแหน่งนี้ คลิกที่นี่

Tips: วิธีการยืดอายุแบตเตอรี่ของ MacBook


Model affected: iBook (all models), PowerBook (all models), MacBook (all models), MacBook Pro (all models)

อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จัดเป็นอุปกรณ์ที่เปราะบาง เนื่องจากมีการทำงานที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนมากครับ ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องดูแล รักษา และยืดอายุอุปกรณ์เหล่านี้ให้มีสภาพดีอยู่เสมอ เพื่อการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ วันนี้เราจะมาดูแล “แบตเตอรี่” ของคอมพิวเตอร์แบบพกพา (notebook) ของ Apple กันครับ

ท่านเคยสังเกตหรือไม่ว่า battery’s health ของท่านจะลดลงไปทุกครั้งที่มีการใช้งาน โดยอัตราการลดลงจะมากน้อยขึ้นอยู่กับการใช้งานและการบำรุงรักษาครับ ยิ่งหากเป็น notebook ที่มีอายุมากแล้ว battery’s health จะมีค่าขึ้นๆ ลงๆ ทำให้เราไม่สามารถระบุค่าที่แท้จริงของประจุภายใน battery ได้

ผมได้ทำการแบ่งหัวข้อออกเป็น 3 หัวข้อหลักๆ คือ สำหรับ notebook ใหม่, การบำรุง, การรักษา ครับ

1. สำหรับ notebook ใหม่
– หากคุณซื้อ MacBook / MacBook Pro มาใหม่เลย สิ่งแรกที่คุณ “ควร” จะทำก็คือการชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มครับ (ของใหม่จากโรงงานจริงๆ จะถูกชาร์จไว้ประมาณ 40% – 60% เพื่อป้องกันการสูญเสียประจุระหว่างรอการเปิดใช้งานครับ) โดยระหว่างนั้นคุณสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ของคุณได้ตามสะดวก หลังจากที่แบตเตอรี่เต็มแล้วให้ทำการชาร์จต่อไปอีกซักระยะหนึ่ง (2 – 4 ชั่วโมงก็พอครับ) จากนั้นให้ถอดปลั๊กไฟออกแล้วใช้งานจากแบตเตอรี่ไปจนเครื่องดับครับ โดยให้ทำการเซฟไฟล์งานต่างๆ ก่อนที่เครื่องจะทำการ safe sleep เมื่อแบตเตอรี่หมดครับ เมื่อ MacBook หรือ MacBook Pro ของคุณทำการ safe sleep แล้ว ไฟแสดงสถานะจะกะพริบคล้ายกับการ sleep ปกติแต่จะสว่างน้อยกว่าครับ ให้ปล่อยเครื่องทิ้งไว้โดยไม่ต้องเสียบปลั๊ก (เครื่องจะยังทำงานไม่ได้เนื่องจากแบตเตอรี่ใกล้หมด) ประมาณ 6 ชั่วโมงหรือจนกว่าไฟแสดงสถานะจะดับ ถึงจะเสียบชาร์จแบตเตอรี่และใช้งานได้ตามปกติครับ แต่ต้องทำการชาร์จจนกว่าจะเต็มนะครับ

2. การบำรุง
– หากเป็น iBook, PowerBook, MacBook, MacBook Pro เครื่องเก่าก็ไม่ต้องไปเสียใจครับ เรามีวิธีบำรุงให้แบตเตอรี่มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่สภาพของแบตเตอรี่จะให้ได้ วิธีการนั้นถูกเรียกเป็นสากลว่าการ Calibrate ครับ โดยปกติแล้วระหว่างการใช้งาน MacBook (ขอเรียกรวมๆ นะครับ) ของคุณจะมีการ calibrate แบตเตอรี่ให้อยู่ตลอดครับ แต่เราจะทำไปอีกทำไมล่ะ? เรามาดูที่ตัวแบตเตอรี่กันก่อนครับ แบตเตอรี่ของ MacBook ทุกรุ่นนั้นจะมี microprocessor ที่ทำหน้าที่ควบคุมและคำนวณพลังงานในการใช้งานครับ โดยหน้าที่หนึ่งคือ ทำการวัดระดับพลังงานที่เหลือยู่ภายในแบตเตอรี่แล้วส่งค่าไปยัง OS X เพื่อให้แสดงผลได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ทีนี้หาก microprocessor ตัวนี้ทำการวัดระดับมานานมากจนไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วแบตเตอรี่เสื่อมไปมากน้อยขนาดไหนแล้ว ค่าที่แสดงผลออกมาจาก OS X ก็จะผิดพลาดไปด้วยครับ ยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ สมมติว่าแบตเตอรี่ของคุณสามารถใช้งานได้จริงเป็นเวลา 2 ชั่วโมงแต่ค่าที่ microprocessor นี้แสดงให้แก่ OS X คือ 1 ชั่วโมง คอมพิวเตอร์ของคุณก็จะใช้งานได้เพียง 1 ชั่วโมงครับ ดังนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยเลยที่เราจะต้องทำการ re-calibrate แบตเตอรี่ใหม่ปีละประมาณ 4 ครั้งหรือทุกๆ 3 เดือนครับ (ไม่แนะนำให้ทำบ่อยเกินไป แต่ก็ไม่ควรละเลยครับ) วิธีการ re-calibrate แบตเตอรี่มีดังนี้ครับ

+ สำหรับ iBook และ PowerBook G4
2.1 ให้ทำการเสียบชาร์จแบตเตอรี่จนกว่าไฟชาร์จจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว และไฟสถานะของแบตเตอรี่จะดับ (ชาร์จจนกว่าจะเต็มนั่นเอง)
2.2 ให้ถอดปลั๊กออก แล้วใช้งาน iBook ไปจนกว่าเครื่องจะ sleep (safe sleep) ครับ
2.3 หลังจากนั้นให้ทำการเสียบปลั๊กชาร์จแบตเตอรี่ตามปกติครับ แต่มีข้อแม้ว่าต้องชาร์จต่อจนกว่าจะเต็มนะครับ หลังจากนั้นก็ใช้งาน iBook ของคุณได้ตามปกติครับ

+ สำหรับ MacBook และ MacBook Pro และ PowerBook G4 รุ่น 15″ double-layer super drive
2.1 เนื่องจากมีการเปลี่ยน architecture จาก PowerPC เป็น x86 การออกแบบต่างๆ ของ MacBook จึงแตกต่างไปจาก iBook รวมถึงระบบจัดการแบตเตอรี่ด้วย ทำให้วิธีการ re-calibrate จะแตกต่างออกไปนิดหน่อยครับ
2.2 ทำการชาร์จแบตเตอรี่จนกว่าไฟชาร์จจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว และระดับแบตเตอรี่บน menu bar บอกว่า Charged
2.3 หลังจากที่ทำการชาร์จประจุจนเต็มแล้ว ให้เสียบปลั๊กทิ้งไว้อีกอย่างน้อย 2 ชั่วโมงเพื่อให้แบตเตอรี่มีการพักคลายความเครียดหลังจากช่วงอัดประจุ
2.4 ถอดปลั๊กออกแล้วใช้งาน MacBook จนกว่าเครื่องจะ safe sleep ครับ
2.5 ภายหลังจากเครื่องทำการ safe sleep แล้วให้ปิดเครื่องหรือคงสถานะ safe sleep ไว้ประมาณ 6 ชั่วโมงเพื่อให้ประจุเกิดการถ่ายเทไปจนทั่วแบตเตอรี่และคลายความเครียดจากการปล่อยประจุระหว่างการใช้งานครับ
2.6 หลังจากนั้นให้ทำการเสียบปลั๊กชาร์จแบตเตอรี่ตามปกติ ช่วงนี้ท่านสามารถใช้งานได้ตามปกติครับ แต่ต้องชาร์จให้เต็มนะครับ

3. การรักษา / ยืดอายุการใช้งาน
– แบตเตอรี่ของ MacBook ทำจาก lithium ion (Li-ion) ครับ ซึ่งการใช้งานและบำรุงรักษาจะแตกต่างจากแบตเตอรี่จำพวก Ni-Cd อยู่พอสมควรครับ
3.1 สำหรับ Li-ion นั้นควรที่จะเสียบปลั๊กชาร์จอยู่ตลอดครับ ต่างจาก Ni-Cd ที่ควรจะให้ของเหลวภายในมีการหมุนเวียนอยู่ตลอด
3.2 เมื่อแบตเตอรี่ไม่ได้มีการใช้งานนานๆ ควรให้ระดับประจุอยู่ที่ประมาณ 40% – 60% จะช่วยลดอัตราการคลายประจุได้ดีที่สุดครับ
3.3 ไม่ควรทำการ discharge หรือคลายประจุบ่อยๆ เหมือนอย่าง Ni-Cd ครับ แต่ให้ทำทุกๆ การชาร์จ 30 ครั้งเพื่อที่จะ re-calibrate แบตเตอรี่ใหม่ครับ
3.4 ควรเก็บรักษาและใช้งานในที่แห้งและเย็นครับ ตามทฤษฎีก็ 0 องศา ยิ่งอุณหภูมิสูงแบตเตอรี่จะมีโอกาสเสื่อมเร็วขึ้นตามไปด้วยครับ
3.5 ระดับของประจุกับอุณหภูมิในการเก็บรักษามีผลต่ออัตราการเสื่อมของแบตเตอรี่ Li-ion ตามรูปครับ

p.s. ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ

Original: Poche
References: AppleWikipedia (en)GoogleBatteryUniversity
Posted on June 18, 2008

Views: 61555

Comments