เสียงริงโทนจากโทรศัพท์ของผมดังขึ้นในบ่ายวันหนึ่งเมื่อช่วงอาทิตย์ที่แล้ว พร้อมกับข่าวดีที่ปลายสายว่า MacBook Air ตัวใหม่ ที่หลายคนถวิลหากันกำลังจะมาถึงแล้ว ดังนั้นเมื่อวันนี้มีโอกาสเหมาะ ผมจึงได้บึ่ง BTS คู่ใจ (พูดเหมือนขับเอง – -’) เพื่อไปทำการสัมผัสและทดลองใช้งานเจ้า MacBook Air รุ่นใหม่ด้วยตัวเองที่ iBeat by Graphicscan สาขา La Villa ซึ่งวันนี้ผมก็ขอนำเอาประสบการณ์การทดลองแกะกล่องและลองเล่นเป็นเวลากว่า 3 ชั่วโมงมาเขียนเป็นรีวิวให้ทุกท่านที่สนใจนำไปพิจรณาประกอบการซื้อครับ
เริ่มต้นที่การไปรับของจากร้าน iBeat ที่ La Villa ก่อนเลย เพราะงานนี้ถือได้ว่า exclusive สำหรับชาว thaimacupdate สุดๆ เนื่องจากพัสดุเพิ่งจะมาถึงในวันนี้ (วันที่ 31 ตุลาคม) ซึ่งของแทบจะยังไม่ออกจากกล่องกระดาษด้วยซ้ำ ผมก็โชคดีมากที่ได้มีโอกาสเปิดซิงก่อนใครเพื่อนนั่นเอง และแค่แรกเริ่มหยิบกล่องมาก็เริ่มรู้สึกว่าต้องมีอะไรเด็ดกันเลยทีเดียว เพราะรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่เบามาก ตั้งแต่นอนอยู่ในกล่องสองชั้นนี่แหละ โดยสามารถยกมือเดียวไปไหนมาไหนได้สบายๆ (ยกเว้นการยกแล้ววิ่งออกร้านโดยไม่จ่ายตังค์ :p) ซึ่งผมก็ขอพื้นที่การถ่ายทำรีวิวจากทาง iBeat ซึ่งทางร้านก็ได้เคลียร์พื้นที่ตรงส่วนแสดงสินค้าหน้าร้านให้สำหรับถ่ายรูป ซึ่งก็ต้องขอบคุณพี่ๆ ในร้านมากสำหรับการเซตฉากหลังของการถ่ายทำมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

เมื่อเริ่มทำการกรีดกล่องข้างนอกสุดก็จะพบกับกล่อง MacBook Air นอนหลับไหลอยู่ภายในรอการปลุกให้ตื่นออกมาสูดอากาศกับโลกภายนอกแถวอารีย์เป็นครั้งแรก ไม่รอช้าผมได้ดึงกล่องข้างในออกมาพิจรณาโดยรอบ ก็พบว่าตัวกล่องของ MacBook Air จะมีดีไซน์สไตล์กล่องของ iPhone 4 ที่เป็นแบบฝาสวมเข้าด้านบน ไม่ได้เป็นเหมือน MacBook รุ่นก่อนๆ แล้ว ซึ่งเวลาจะเปิดกล่องก็ต้องกรีดเอาพลาสติกด้านหลังเครื่องออกไปให้พ้นทางก่อน จากนั้นก็ใช้มุขเดียวกับเวลาเปิดฝากล่อง iPhone 4 นั่นคือจับกล่องคว่ำหน้า แล้วยกกล่องให้ลอยเหนือพื้นเล็กๆ จากนั้นตัวกล่องชั้นในก็จะค่อยๆ ไหลลงมาด้วยแรงโน้มถ่วมประดุจดั่งมีเวทย์มนต์และทำการแลนด์ดิ้งลงบนพื้นอย่างสวยงาม (เวอร์ไปมั้ย?)





ภายในกล่องก็จะจัดเรียงตามประสา Apple นั่นคือ “น้อยใว้ก่อน” โดยอุปกรณ์ภายในกล่องก็มีมาให้เท่าที่จำเป็นได้แก่กล่องรวมคู่มือ, สายไฟ, และตัวหม้อแปลงไฟ ซึ่งพระรองของเราอย่าง USB Reinstall Drive ก็อยู่ในกล่องคู่มือนั่นแหละ (อย่าให้สาวๆ เห็นเชียว เพราะคุณจะโดนสายตาอ้อนวอนด้วยความอยากได้โดยไม่รู้ตัว)






เมื่อทำการแกะซีลพลาสติกที่ห่อหุ้ม MacBook Air ออกไปแล้วก็ได้เวลาสังเกตรอบๆ เครื่องเสียที โดยเมื่อหยิบขึ้นมาหมุนเครื่องไปมา ก็พบว่าตัวเครื่องรุ่น 11.6″ นี้มีน้ำหนักที่เบาค่อนข้างมาก โดยสามารถยกมือเดียวแล้วหมุนไปมาได้โดยไม่จำเป็นต้องเล่นกล้ามแขนมาก่อน และเมื่อลองมาดูกันที่ความบาง ก็ต้องบอกว่าบางกันจริงจังมาก โดยงแค่เพียงเอามือไปบีบตรงส่วนหน้าของเครื่องก็ต้องแปลกใจแล้วว่า ของเก๊รึเปล่าเนี่ย? เพราะดูเหมือนไม่น่าจะมีวงจรอะไรไปอยู่ในโซนแถวนั้นได้ และพอลองมาดูด้านใต้เครื่องก็เห็นส่วนโค้งของตัวเครื่องที่ต้องโค้งออกมาเพื่อพื้นที่สำหรับแบตเตอรี่ แต่โดยรวมแล้วก็ต้องถือว่าเป็นเครื่องที่บางมากๆ อยู่ดี โดยเฉพาะส่วนของหน้าจอแสดงผลที่ติดเชื้อ Unibody ไปกับเขาด้วย ยิ่งทำให้บางจัดเข้าไปอีกกันทั้งเครื่อง





พอร์ทเชื่อมต่อก็ไม่มีอะไรมากนอกจาก USB 2.0 สองช่องทั้งซ้ายและขวา, ช่องสำหรับสายไฟ, Mini Display, ช่องหูฟัง, และไมค์ ซึ่งใน MacBook Air รุ่นใหม่นั้นไม่ได้มีพอร์ทสำหรับ Ethernet หรือช่องเสียบสาย LAN มาให้ด้วย ซึ่งก็ต้องไปซื้อ Apple USB Ethernet Adapter มาต่อเพิ่มเอาเองตามสไตล์




ส่วนของคีย์บอร์ดเป็นอะไรที่ติดใจหน่อยๆ ตรงที่เป็นปุ่มแบบสีดำด้าน และพิมพ์ตัวอักษรลงไปบนปุ่ม ไม่ได้เจาะตัวอักษรเป็นช่องสำหรับไฟใต้คีย์บอร์ดแต่อย่างใด ซึ่งหลายๆ คนก็อาจจะเสียดายที่ทาง Apple ไม่ได้ใส่ไฟใต้คีย์บอร์ดมาให้ด้วย โดยขนาดของคีย์บอร์ดเท่าที่กะดูด้วยสายตาก็เท่ากับ MacBook และ MacBook Pro ซึ่งหมายความว่าถึงแม้เครื่องจะขนาดพอๆ กับ Netbook แต่ก็ยังได้คีย์บอร์ดแบบ Full-Size นั่นเอง
ทีนี้เมื่อลองเอาเครื่องมาเทียบกับ iPad ดูบ้าง ก็พบว่าขนาดความหนาแทบไม่ได้แตกต่างกันเลย และมีบางมุมที่ MacBook Air ดูจะบางกว่า iPad ด้วยซ้ำ โดยหากยกมาเทียบกับจริงๆ ขนาดด้านสั้นของ iPad และ MacBook Air มีขนาดใกล้กันมาก เพียงแต่ว่าด้านยาวของ MacBooka Air มีขนาดยาวกว่าประมาณหนึ่งนิ้วครึ่งถึงสองนิ้วเท่านั้นเอง





พิจรณารอบนอกกันมาพอควรแล้ว ได้เวลาเปิดเครื่องแล้วครับ โดยเปิดเครื่องครั้งแรกก็พบว่าใช้เวลานานกว่าปกตินิดหน่อย ซึ่งเป็นเรื่องทั่วไปสำหรับการเซทอัพระบบครั้งแรก และเมื่อจัดการอะไรเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าสู่ OS X ตามปรกติ ซึ่งผมขอลองของก่อนเลยว่าจะเปิด/ปิดเครื่องเร็วซักแค่ไหนสำหรับเครื่องใหม่ๆ แกะกล่องแบบนี้ และเมื่อผมทดลอง Shut Down ครั้งแรก ลองเดากันสิครับ ว่าผมรอกี่วิหลังกดปุ่ม Shut Down ลงไป…. คำตอบคือ “ไม่ถึงหนึ่งวินาที” ครับ ใช่ครับน้อยกว่าหนึ่ง! เพราะว่าวินาทีที่ผมกดปุ่มปิดเครื่องนั้น เครื่องก็แทบจะดับลงทันทีประดุจดั่ง PC มีคนมาเตะปลั๊กยังไงยังงั้น โดยใช้เวลาแทบจะไม่ถึงวินาทีเลยด้วยซ้ำ ซึ่งก็เป็นผลมาจากการใช้ Flash Storage เหมือนกับที่ iPhone และ iPad ใช้งานอยู่ ซึ่งก็ส่งผลให้การทำงานต่างๆ ที่ใช้พื้นที่บนเครื่องสามารถทำได้รวดเร็วทันใจมาก แต่ก็ส่วนหนึ่งมาจากการที่เครื่องยังเป็นเครื่องใหม่ ไม่มีโปรแกรมอะไรมากจึงทำได้รวดเร็ว แต่การใช้งานจริงเมื่อลงโปรแกรมอื่นๆ ไปแล้วก็จะใช้เวลามากขึ้นครับ แต่โดยรวมแล้วถือว่าเร็วขึ้นอยู่ดี
เมื่อเครื่องดับไปแล้ว ผมก็ทำการทดสอบจับเวลาตอนเปิดเครื่องดู ผลที่ได้คือจากตอนที่เครื่องดับสนิทเข้าสู่หน้า OS X แบบพร้อมใช้งาน ใช้เวลาไปราวๆ 30 วินาที ซึ่งก็ถือว่าโอเคเร็วใช้ได้แต่ตรงนี้ผมยังไม่แน่ใจมากนักว่าเครื่องอื่นๆ ที่ซื้อมาครั้งแรกๆ ใช้เวลาเท่าไหร่กัน ซึ่งขอรอให้ท่านทั้งหลายออกมาแชร์กันหน่อยดีกว่าว่าแต่ละท่านเปิดเครื่องใช้เวลากี่วินาทีกัน
จากนั้นก็ได้ทดสอบเล่นไฟล์วิดีโอระดับ HD ไฟล์ mkv ที่ความละเอียด 1080p ซึ่งก็สามารถเล่นได้ไม่มีกระตุก บนหน้าจอ 16:9 ขนาด 1366 x 768 pixel ก็ดูคมชัด สีสวยงามและรายละเอียดสูง ซึ่งตัวที่ใช้ทดสอบเป็นรุ่น CPU 1.4GHz, RAM 2GB ดังนั้นรุ่นที่สูงกว่านี้ก็น่าจะยิ่งไม่มีปัญหาสำหรับการเล่นไฟล์หนังความละเอียดสูงๆ ระดับนี้
เมื่อทำการทดสอบด้วยการก๊อปปี้ไฟล์ขนาด 2GB ลงเครื่องในตำแหน่งอื่นๆ แล้วจับเวลาดู ก็วัดได้ที่ 23 วินาที นั่นหมายความว่าตัวเครื่องมีอัตราการโอนถ่ายข้อมูลราวๆ 90MB ต่อวินาที ซึ่งนับว่าสูงเอาการสำหรับการก๊อปไฟล์ในเครื่อง โดยเมื่อลองเปรียบเทียบด้วยการให้ iMac CPU Core 2 Duo 3.06GHz, RAM 4GB ทำการก๊อปไฟล์แบบเดียวกันกลับต้องใช้เวลาถึง 41 วินาทีเลยทีเดียว
สรุปผล
หลังจากใช้เวลาคลุกคลีกับ MacBook Air 11.6″ ตัวใหม่อยู่พักหนึ่ง ก็พอจะได้ข้อสรุปว่า MacBook Air พอจะเป็นโน๊ตบุ๊คที่พึ่งพาได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งการใช้งานทั่วไปน่าจะผ่านฉลุยแม้กับเครื่องรุ่นถูกสุดก็ตาม การทำงานพื้นฐานทั่วไปทำได้สบายๆ และสำหรับคนที่ต้องการความสามารถในการพกพาแล้วล่ะก็ ตอนนี้น่าจะยังไม่มีเจ้าไหนให้ได้ในขนาดและน้ำหนักขนาดนี้ แต่ก็อยากแนะนำให้สำหรับผู้ที่สนใจว่าหากมีงบประมาณเพียงพอให้ทำการอัพเกรดตัวเครื่องไปด้วยในตอนซื้อไปเลย ซึ่งพื้นฐานก็คือ RAM ที่ควรจะอัพเกรดเป็น 4GB เพราะ 2GB ในยุคปัจจุบันดูจะไม่พอเสียแล้ว ส่วน CPU ก็ตามกำลังทรัพย์ เพราะยังไงหากเป็นไปได้ การอัพเกรด CPU ไปด้วยย่อมดีกว่าอยู่แล้ว


เครื่องที่ไร้ Flash Player!
ขอขอบคุณ : maccafethai สำหรับอุปกรณ์และสถานที่ในการรีวิวครับ
Views :42037