หลังจากรอบที่แล้วเราได้ทดลองเล่นเจ้า MacBook Air ขนาด 11.6″ กันไปเป็นที่เรียบร้อย คราวนี้ถึงเวลาทดลองจับ MacBook Air รุ่น 13.3″ กันบ้างแล้ว ซึ่งก็เหมือนเคยเรื่องอุปกรณ์ทั้งหมดสนับสนุนโดยสปอนเซอร์ของเรานั่นคือ iBeat by Graphicscan นั่นเอง โดยในรอบนี้ผมได้ไปถ่ายรูปและแกะกล่องที่สาขา La Villa อารีย์เช่นเคย โดยจะเป็นยังไงนั้น ตามไปดูกันเลยครับ
เริ่มจากการรับเครื่องมาทั้งกล่องก่อนเลย โดยตัวกล่องจะมีน้ำหนักมากกว่ากล่องของ 11.6″ นิดหน่อย ซึ่งก็แน่นอนเพราะขนาดใหญ่กว่าอย่างชัดเจน จากนั้นก็ทำการแกะกล่องออกมา การแพคกล่องด้านในก็เหมือนรุ่น 11.6″ ที่โดยรอบมีห่อพลาสติกใสเอาใว้ซึ่งผมก็ได้ทำการกรีดเอาพลาสติกหุ้มออกเพื่อเตรียมแกะเครื่องกันต่อไป



ตัวที่นำมาแกะกล่องเป็นรุ่น 1.86GHz ความจุ 128GB โดยเมื่อแกะกล่องภายในออกมาก็จะเห็นน้อง Air นอนอยู่อย่างสง่างามและยั่วยวน (เงินในกระเป๋า) อย่างเช่นเคย โดยเมื่อยกตัวเครื่องออกมาก็จะพบอุปกรณ์ต่างๆ นอนซ้อนอยู่ข้างใน ซึ่งก็มีคู่มือต่างๆ และ Reinstall Drive อยู่ข้างใน




เมื่อลองยกเครื่องขึ้นมาดูพบว่าน้ำหนักมากกว่ารุ่น 11.6″ อยู่นิดหน่อย โดยรู้สึกหน่อยๆ ว่ารุ่น 13.3″ จะดูใหญ่แปลกๆ หน่อยนึง อาจะเป็นเพราะความคุ้นเคยกับขนาดเครื่องเท่านี้เลยไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นกับมันมากซักเท่าไหร่ แต่หากดูที่ความบางก็ยังพอทำให้ตื่นเต้นได้อยู่บ้าง เพราะถึงแม้จะเป็นรุ่น 13.3″ แต่ก็ยังคงความบางเทียบเท่ารุ่น 11.6″ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ


ด้านขนาดภายนอกก็พบว่า รุ่น 13.3″ ใหญ่กว่า 11.6″ อยู่พอสมควร เอาเป็นว่าฟีลตอนถือไปไหนมาไหนค่อนข้างจะต่างกันหน่อยๆ เนื่องด้วยความใหญ่ ทำให้ค่อนข้างกินพื้นที่ในการพกพา ถึงแม้จะบางมากๆ ก็ตาม แต่เรื่องความสะดวกในการพกไปมาคิดว่ายังไม่น่าจะสู้รุ่น 11.6″ ได้


รอบตัวเครื่องก็เหมือนกับรุ่น 11.6″ แต่จะต่างกันตรงที่ตัว 13.3″ มีช่องสำหรับอ่าน SD Card มาให้ด้วย โดยสืบทราบมาว่าเจ้าช่องที่ว่าสามารถอ่าน SD Card แบบ SDXC ได้ด้วย นั่นหมายความว่าเราสามารถใช้ SD Card แบบ SDXC เพิ่มความจุให้กับเครื่องถึง 2TB กันเลยทีเดียว ซึ่งตรงส่วนที่ว่าสามารถอ่าน SDXC นั้นทำได้จริงๆ หรือไม่ก็ยังไม่ขอยืนยัน 100% เพราะเคยมีคนโทรไปถามทางศูนย์ Apple โดยตรงแล้วได้คำตอบว่าได้ แต่ก็ยังไม่ได้รับการทดสอบใดๆ ยังไงก็ขอติดไปก่อนแล้วกัน
แต่ถึงอย่างไรเราก็สามารถใช้การ์ดแบบ SDHC ที่มีความจุถึง 32GB เป็นตัวช่วยเก็บข้อมูลได้เหมือนกัน



ส่วนของภายในตัวเครื่องเมือเปิดฝาออกมาแล้ว ก็จะเห็น Trackpad ขนาดเท่าปรกติอยู่ โดยจะใหญ่กว่ารุ่น 11.6″ อยู่นิดๆ และคีย์บอร์ดก็จะเป็นแบบ Full-Size จริงๆ ทุกปุ่ม เทียบเท่าตระกูล MacBook, MacBook Pro (รุ่น 11.6″ ขนาดปุ่มกดจะเท่ากับ Full-Size แต่ปุ่มฟังก์ชั่นจะเล็กลงพอสมควร) และเหมือนกับรุ่น 11.6″ ที่มีการย้ายปุ่มเปิดปิดเครื่องมาใว้บนแผงคีย์บอร์ดด้านบนขวาสุด ตรงนี้ขอบ่นหน่อยๆ เพราะรู้สึกว่าการกดเปิดเครื่องมันดูไม่ได้ฟีลการเปิดเครื่องเท่าไหร่ เพราะอารมณ์มันเหมือนการกดปุ่มบนคีย์บอร์ดธรรมดามากๆ เวลากดไปแล้วมันจะมีความรู้สึกในใจหน่อยๆ ว่า “ตกลงตูเปิดเครื่องไปแล้วเหรอเนี่ย?” อยู่หน่อยๆ




ทางด้านความเร็วในการใช้งานพบว่าใช้เวลาเปิดเครื่องและจัดการ Setup ต่างๆ ตอนเข้าเครื่องครั้งแรกได้เร็วกว่ารุ่น 11.6″ CPU 1.4GHz มาก โดยเร็วกว่าแบบเห็นได้ชัด เช่นตอนเปิดปิดเครื่องก็ทำได้รวดเร็ว เพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น
จากนั้นผมได้ทดลองใช้งานเล่นเว็บทั่วๆ ไปเพื่อลองดูว่าขณะเล่นนู่นเล่นนี่แบตเตอรี่จะแสดงว่าใช้ได้นานเท่าไหร่ ซึ่งก็ได้ผลดังภาพ โดยการเปิดความสว่างของจอใว้ราว 65% ที่แบตเตอรี่ 82% เวลาก็ยังขึ้นมาบอกว่าเหลือชั่วโมงการใช้งานราวๆ 7:20 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเยอะใช้ได้ โดยหากเราใช้งานหนักกว่านี้ และเปิดความสว่างหน้าจอเพิ่มมากขึ้นก็คาดว่าจะยังคงเหลือเวลาแบตเตอรี่ให้ใช้อย่างน้อย 5-6 ชั่วโมงแบบสบายๆ

พูดถึงหน้าจอความละเอียด 1440 x 900 pixel ซึ่งเป็นจอในระดับเดียวกับ MacBook Pro รุ่น 15″ แต่นี่เมื่อนำเอามาใช้กับหน้าจอ 13.3″ ก็แน่นอนว่าขนาดตัวหนังสือต่างๆ ที่เราเคยเห็นจะดูเล็กลงนิดหน่อยตามความละเอียดหน้าจอที่เพิ่มมากขึ้น แต่เมื่อลองใช้งานทั่วไปก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างอะไรมากนักจนสังเกตได้ แต่หากใช้งานพวกโปรแกรมที่ต้องการพื้นที่สำหรับ Tools ต่างๆ เช่น Photoshop ก็ต้องบอกว่าจอความละเอียด 1440 x 900 pixel ก็จะสร้างความสะดวกได้ระดับนึงเลยเช่นกัน
สรุป
MacBook Air 13.3″ เป็นโน๊ตบุ๊คที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการจะลองหันมาใช้ Mac หรือเหล่า Mac User ที่ยังไม่มีโน๊ตบุ๊คใช้ แต่สำหรับผู้ที่ใช้ Mac ตระกูล MacBook, MacBook Pro ที่ขนาดหน้าจอ 13.3″ ขึ้นไป หรือแม้แต่คนใช้ MacBook Air รุ่นเก่าอาจจะไม่รู้สึกตื่นเต้นและประทับใจกับ MacBook Air รุ่นใหม่ซักเท่าไหร่ เพราะเหมือนเอาของเดิมๆ มาเกลาให้บางลง (นิดหน่อย) เท่านั้นเอง อีกทั้งสเปคของเครื่องยังสู้พวกรุ่นเก่าๆ แม้แต่ MacBook ยังไม่ได้เลยด้วย เพราะดูเหมือนตัวนี้จะเป็นอะไรที่กึ่งๆ ระหว่างการพกพา และประสิทธิภาพ (แต่ไม่สุดซักอย่าง) แต่สำหรับผู้ที่ทั้งต้องการความบางเบาและขนาดความละเอียดหน้าจอสูงๆ ตัว MacBook Air รุ่น 13.3″ ก็พอจะตอบโจทย์ได้เหมือนกัน



ขอขอบคุณ : maccafethai สำหรับอุปกรณ์และสถานที่ในการรีวิวครับ
Views :8759