
“เราไม่ใช่ผู้ที่ทำเป็นคนแรก แต่เราเป็นผู้ที่ทำได้ดีที่สุด” คือวลีติดปากจนเป็นเครื่องหมายการค้าของ Steve Jobs ที่มักจะใช้บ่อยๆ ในยามที่ Apple ทำอะไรสักอย่างช้ากว่าคู่แข่งในโลกของเทคโนโลยีทุกวันนี้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในกรณีของ iCloud ก็เช่นเดียวกัน คือเป็นบริการที่มีทีหลัง แต่ตั้งใจจะให้ดังกว่าคนอื่นๆ ด้วยการดึงความง่ายในการใช้งานมาเป็นจุดขาย คือผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้และทำความเข้าใจอะไรเลยดังที่ Steve Jobs ได้พูดใว้ในงาน WWDC 2011 ว่า “It just works”
ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า iCloud ในที่นี้หมายถึงอะไร เริ่มจากการที่ Apple มองว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เราทุกคนมีสิ่งที่เรียกว่า Digital Hub ซึ่งก็คือคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นศูนย์กลางเก็บข้อมูลดิจิตอลของทุกสิ่งในชีวิตคุณ อาทิเช่นไฟล์รูปภาพจากการไปเที่ยว, เพลงที่เพิ่งจะ Rip มาจากแผ่น CD, รวมไปถึงเอกสารการงานต่างๆ
ลองคิดเล่นๆ ว่าเราใช้ iPhone ถ่ายรูปทริปสุดสนุกที่หัวหิน แล้วพอเรากลับบ้านไปก็ต้องทำการ Sync ลงเคร่ืองคอมพิวเตอร์ที่เสมือนเป็น Digital Hub ของเราเก็บใว้ตามระเบียบ วันใดนึกอยากจะนำรูปเหล่านั้นมาเก็บใว้บน iPad เพื่อนำไปอวดเพื่อนๆ ในงานปาร์ตี้ เราก็ต้องทำการ Sync รูปเหล่านั้นลงบน iPad
ความวุ่นวายจะเกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มมีไฟล์มีเดียต่างๆ มากขึ้น การที่จะทำให้อุปกรณ์ทุกชนิดของเรามีไฟล์เหมือนๆ กันเป็นเรื่องที่วุ่นวายมากเพราะเราต้องคอยไปไล่เช็คเครื่องนั้นทีเครื่องนี้ทีเพื่อทำการโอนย้ายไฟล์มีเดียต่างๆ ด้วยตัวเอง
แนวความคิดการสร้าง iCloud จึงเกิดขึ้นโดยมันจะเข้ามาทำหน้าที่เป็น Digital Hub แทนคอมพิวเตอร์ของเราแบบเดิมๆ โดยอุปกรณ์ทุกชนิดของเราจะดูมองว่าเป็นเพียง “Device” เครื่องหนึ่งที่มีเชื่อมต่อกับระบบ iCloud เท่านั้น
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นบนอุปกณ์หนึ่งในระบบ iCloud อาทิเช่นเราทำการถ่ายรูปภาพวิวอันสวยงามในทริปท่องเที่ยวของเราด้วย iPhone ระบบ iCloud ก็จะทำการดึงรูปภาพนั้นไปเก็บใว้และทำการส่งรูปนั้นไปยังอุปกรณ์ทุกชิ้นของเราที่เชื่อต่อกับระบบ iCloud อยู่โดยที่เราไม่จำเป็นต้องทำการไล่ Sync รูปลงอุปกรณ์ต่างๆ ของเราอีกต่อไป (ในข้อแม้ที่ทุกอุปกรณ์ของเราต้องเชื่อมต่อกับระบบ iCloud ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ทเช่นระบบ 3G หรือ Wi-Fi)
ทั้งหมดนี้ฟังดูเข้าท่าและน่าใช้งานเป็นอย่างยิ่ง เพราะดูเหมือนอะไรๆ ก็สะดวกไปหมดเสียทุกอย่าง แต่ต้องอย่าลืมว่าทุกอย่างที่เชื่อมต่อกับ iCloud ต้องเป็นสินค้าของ Apple เท่านั้น (เพื่อที่จะใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด)
นั่นพอทำให้คิดได้ว่า Apple อาจจะตั้งใจสร้าง iCloud ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกลางในการโยงใยเหตุผลที่ต้องซื้อสินค้าของพวกเขาเข้าด้วยกัน เช่นคนที่มี iPhone อาจจะเริ่มมองหา MacBook รุ่นใหม่แทนคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าของเขา เนื่องจากคิดว่าน่าจะสะดวกดีหากจะซื้อ Notebook ซักเครื่องแล้วสามารถดึงข้อมูลจากอุปกร์อื่นๆ ของเขาได้เลยโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาโอนย้ายไฟล์ไปมา ส่วนคนที่ใช้งาน Mac อยู่แล้ว หากคิดจะซื้อโทรศัพท์ใหม่หรือแท็บเล็ตใหม่ซักเครื่องก็ไม่มีเหตุผลที่ดีไปกว่าการเลือกซื้อ iPhone และ iPad อีกแล้ว
Apple จะครอบครองโลกดิจิตอลด้วยกองทัพ Mac, iPhone, iPod และ iPad ที่สนับสนุนด้วย iCloud ได้หรือไม่?
เวลาเท่านั้นที่จะเป็นคนตอบ…

By @pondkungz
ตีพิมพ์ในนิตยสาร Digital Lifestyle ฉบับที่ 24 เดือนมิถุนายน 2554