สนใจโฆษณาตำแหน่งนี้ คลิกที่นี่

DL Special: 230 วันที่น่าสงสัย Apple ทำอะไรอยู่

paris_opera_hero

งาน Worldwide Developers Conference หรืองานที่เราเรียกกันติดปากกว่า WWDC ประจำปี 2013 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 10-14 มิถุนายนนี้ น่าจะเป็นหนึ่งในงานที่บรรดาสาวก Apple คาดหวังมากที่สุด เพราะนี่ถือว่าเป็นงานเปิดตัวสินค้าใหม่งานแรกที่จัดขึ้นในรอบ 230 วันนับตั้งแต่ Apple มีสินค้าชิ้นใหม่ตัวล่าสุดอย่าง iPad mini เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ปี 2012 โน่นเลยทีเดียว

นับตั้งแต่ยุคที่ iPad รุ่นแรกเปิดตัวสู่สายตาชาวโลก ในช่วงเวลาติดๆ กัน Apple ก็ทยอยปล่อยสินค้าทีเด็ดของตัวเองออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง รวมไปถึงการอัพเดทสินค้าเวอร์ชั่นใหม่ๆ ถึงขนาดบรรดาสาวกพันธ์แท้ยังเก็บเงินกันไม่ค่อยจะทัน ไล่ตั้งแต่ iPad, iPhone 4, MacBook Air, iPhone 4S, iPhone 5 และ Software ที่หมั่นอัพเดทอยู่เรื่อยทำให้ Apple อยู่ในกระแสของวงการไอทีตลอดเวลา

แต่เมื่อเข้าสู่ยุคหลัง ที่ Apple บริหารงานและจัดการโดย Tim Cook อย่างเต็มรูปแบบ หลายๆ คนต่างเพ่งเล็งถึงการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ ที่จะออกมาในยุคนี้ ซึ่งสินค้าตัวแรกที่เป็นจุดรวมความสนใจก็คือ The new iPad ที่ตอนเปิดตัวได้รับเสียงก่นด่าจากบรรดาผู้ชื่นชอบ Apple ไปมากพอสมควร ว่าเป็นเพียง iPad ที่ไม่มีอะไรใหม่ นอกเหนือไปจากหน้าจอที่สวยงาม ส่วนที่เหลือก็เหมือนกับ iPad 2

iPad_wRet_Pinch_Wht_Photo_PRINT

แต่สุดท้าย The new iPad ก็ลบเสียงวิจารณ์ไปได้ด้วยยอดขายกว่า 3 ล้านเครื่องภายในการเปิดขายเพียง 4 วันแรกเท่านั้น นับว่าเป็นการเอาตัวรอดไปได้อย่างสบายๆ เพราะคนในช่วงนั้นยังตื่นเต้นกับการได้เห็นหน้าจอ Retina Display บนอุปกรณ์ประเภท Tablet อยู่ ซึ่งยังไม่มีผู้ผลิต Tablet รายไหนกล้าใช้จอคุณภาพสูงระดับนี้

ต่อจากนั้น Apple ในยุคของ Tim Cook ก็เริ่มทำการปล่อยสินค้าใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่ทำให้บริษัทระดับโลกอย่าง Apple ต้องอับอายที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นระบบ Apple Maps ที่มาพร้อมกับ iOS 6

iPhone_5_34L_3Up_Passbook_PRINT

Apple Maps ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าจะเรียกได้ว่าโดนโจมตียับที่สุดของ Apple ยุครุ่งเรือง เพราะตัวระบบถือว่ายังไม่สมบูรณ์พอที่จะสามารถออกมาเป็นระบบแผนที่มาตรฐานของ iOS 6 รวมไปถึงการที่ระบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่ต้องการความแม่นยำสูงมาก (คุณคงนึกภาพตอนกำลังให้แผนที่นำทางแล้วระบบพาขับลงแม่น้ำออกใช่ไหมล่ะ? ว่ามันเจ็บปวดขนาดไหน) ดังนั้นข้อผิดพลาดเพียงเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็อาจนำมาซึ่งผลกระทบที่ค่อนข้างเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกันในชีวิตจริง ทำให้ Apple Maps บน iOS 6 ต้องรับคำด่าไปเต็มๆ

หลังจากนั้นไม่นาน โลกก็ได้เห็นหน้า iPhone 5 ซึ่งว่ากันว่า iPhone รุ่นนี้จะเป็นตัวชี้วัดอนาคตของ Apple เลยว่าจะเดินไปในแนวทางใด และจะยังคงมีสเนห์ในเรื่องนวัตกรรมที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกอีกไหม ซึ่งผลก็ออกมาคล้ายๆ เดิม คือบรรดาผู้ที่คาดหวังจะได้เห็นอะไรใหม่ต่างก็ผิดหวังในตัว iPhone 5 ที่มีหน้าจอยาวขึ้น, ขนาดบางลง, นอกจากนั้นแทบไม่มีอะไรใหม่หรือนวัตกรรมใดๆ ให้พูดถึง

แต่สิ่งที่น่าแปลกใจและน่าคิดตามนั่นก็คือ iPhone 5 ยังคงเป็นสมาร์ทโฟนที่ขายดีเป็นสถิติใหม่ของ Apple ด้วยยอดขาย 5 ล้านเครื่องภายใน 3 วันแรกเท่านั้น

iPad_mini_inHand_Wht_iOS6_PRINT

หมดจากช่วง iPhone 5 ได้ไม่นาน สินค้าใหม่อีกตัวของ Apple ก็เข้าสู่ตลาดโลกอีกครั้ง นั่นคือ iPad mini ที่เป็นการนำเอา iPad 2 มาจับย่อขนาดให้เล็กลง บางลง เหมาะสมแก่การพกพามากกว่า iPad รุ่นใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าหลายๆ ฝ่ายยังคงเห็นว่านี่ไม่ใช่นวัตกรรมอันน่าตื่นเต้นเลยของ Apple และยังคงมีการเรียกร้องขอดูนวัตกรรมใหม่ๆ ของ Apple อยู่ตลอดเวลา สื่อหลายๆ แขนงเริ่มพูดถึงการหมดสิ้นซึ่งนวัตกรรมใหม่ๆ ของ Apple แต่แน่นอน iPad mini ก็ยังคงทำยอดขายได้อย่างน่าทึ่ง จนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสินค้าที่ขายดีที่สุดในช่วงหนึ่งของ Apple เลยทีเดียว

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจที่สุดอยู่เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับตัวเลข 230 วัน นั่นคือนับตั้งแต่ที่ Apple เปิดตัว iPad รุ่นแรกในปี 2010 จนมาถึงปัจจุบันนี้ Apple ยังไม่เคยเว้นช่วงการเปิดตัวสินค้าใหม่ (ไม่นับการอัพเดทเสปคย่อยๆ) นานขนาดนี้มาก่อน เพราะนับตั้งแต่ iPad mini ในเดือนตุลาคม ปี 2012 เป็นเวลากว่า 230 วัน ที่แทบไม่มีสัญญาณบ่งบอกใดๆ เลยว่า Apple มีสินค้าใหม่ หรือสินค้ารุ่นต่อไปของสินค้าเดิมออกมาเปิดตัวหรือวางจำหน่าย

130501_Berlin_NSO_Hero

230 วันที่ผ่านมา มันนานพอที่จะทำให้ใครหลายๆ คน เริ่มแตกแนวคิดเรื่องนวัตกรรมของ Apple ได้เป็นหลายๆ ทาง ซึ่งหนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจที่สุดเป็นของ Mike Elgan จากเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง cultofmac.com ที่เขียนใว้เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2013 โดยเขาพูดถึงสิ่งที่หลายๆ คนชอบมองว่า Apple ไม่มีนวัตกรรมใหม่ๆ อีกแล้วได้อย่างน่าติดตาม

เขามองว่าคำว่าวิสัยทัศน์ไม่ได้หมายถึงการทดลองทำอะไรบางอย่างเพื่อที่จะอยากรู้ว่าท้ายที่สุดแล้วมันจะใช้งานได้จริงไหม โดยยกตัวอย่างคู่แข่งตลอดกาลอย่าง Samsung ขึ้นมาเปรียบเทียบ โดยทาง Samsung นั้นมักจะใช้วิธีปล่อยลูกเล่นและฟีเจอร์ใหม่ๆ ออกมามากมาย ซึ่งไม่ได้คาดหวังว่ามันจะเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่ใช้งานได้จริงและเป็นนวัตกรรม ซึ่งมันก็เหมือนเป็นการโยนเทคโนโลยีทุกอย่างที่คิดได้เข้าไปใส่ในสมาร์ทโฟนตัวหลักของบริษัท แล้วจากนั้นก็ค่อยมาดูว่ามันเวิร์คไหม ซึ่งสุดท้ายแล้วฟีเจอร์บางอย่างก็ไม่ใกล้เคียงกับคำว่านวัตกรรมเลยแม้แต่น้อย

แนวทางการบริหารและจัดการกับสิงที่หลายๆ คนเรียกว่านวัตกรรมนั้นเรียบง่าย นั่นคือ Apple จะเริ่มต้นมองหาสิ่งที่เป็นจุดอ่อนบางอย่างที่ผู้บริโภคกำลังเจอและมีปัญหาซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ Apple ต้องการจะแก้ไขพอดี ตัวอย่างเช่นการมองเห็นปัญหาเรื่องการใช้งานสมาร์ทโฟนที่มีปุ่มพลาสติก ซึ่งบางปุ่มแทบจะไม่เคยถูกใช้งานเลยทำให้เสียพื้นที่ไปเปล่าๆ และหน้าจอมีขนาดเล็ก จากนั้นจึงแทนที่ด้วย iPhone ที่สามารถสร้างปุ่มแบบไหนก็ได้บนหน้าจอขนาดใหญ่

จากนั้น Apple ก็จะรอเวลาจนกว่าจะถึงจุดที่เหมาะแกการนำเสนอสินค้าใหม่ๆ ที่สามารถใช้งานได้จริงและมีความสวยงามแบบโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งสินค้าเหล่านี้ก็ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้ได้เป็นวงกว้าง เข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมากได้ และมีการนำเสนอถึงสิทธิประโยชน์ที่ผู้ใช้จะได้รับ รวมไปถึงการโฆษณาที่ส่งผลต่ออารมณ์ให้เกิดความรู้สึกอยากใช้

หลังจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการเติมเต็มสินค้าเดิมๆ นั่นคือการปล่อยสินค้าเวอร์ชั่นใหม่ออกมา โดยเน้นการทำให้รุ่นเดิมก่อนหน้าดีขึ้นไปอีกขั้น ด้วยข้อมูลการใช้งานที่ผ่านๆ มา ผสมผสานกับช่วงเวลาของเทคโนโลยีที่กำลังมาถึงและเหมาะต่อการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ๆ จนสุดท้ายก็จะได้เป็นสินค้าที่ใช้งานได้จริง ในโลกที่หลายๆ บริษัทแข่งขันกันด้านลูกเล่นต่างๆ มากกว่าพื้นฐานความต้องการแก้ไขปัญหาของผู้บริโภค

ด้วยแนวคิดนี้ ทำให้ 230 วันที่ผ่านมาของ Apple ดูเหมือนจะเป็นการรอให้อยู่ในจุดที่โลกไอทีกำลังเจอกับปัญหาใหม่ และเป็นช่วงเวลาแห่งการเตรียมตัว เพื่อทำอะไรบางอย่างที่จะสามารถแก้ไขปัญหาบางอย่างที่ผู้บริโภคเจออยู่แต่อาจยังไม่รู้ตัว

ดังนั้นความน่าสนใจของงาน WWDC 2013 น่าจะยิ่งทวีความสำคัญขึ้นไปอีก เพราะนี่จะเป็นเหมือนงานที่บ่งบอกว่า 230 วันที่ผ่านมา Apple เรียนรู้อะไร และมองเห็นปัญหาอะไรที่บริษัทชั้นนำส่วนใหญ่ในโลกนี้ยังมองไม่เห็น ซึ่งจะเป็นการแสดงออกถึงวิสัยทัศน์ที่จัดเจนสุดๆ

แน่นอนว่าในงาน WWDC 2013 เราน่าจะได้เห็น iOS 7 ที่ควบคุมหน้าตาการออกแบบโดย Jony Ive อย่างเต็มตัว และ OS X 10.9 ที่จะเป็นการเตรียมความพร้อมสู่การผลัดใบไปยัง OS รุ่นใหม่ ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้น่าจะเป็นตัวบ่งบอกได้ในขั้นต้นว่า Apple มองเห็นปัญหาอะไร และเทคโนโลยีในปีนี้จะทำให้เราได้เจอกับอะไรใหม่ๆ บ้าง

ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดตัวสินค้าใหม่ในอนาคตที่หลายๆ คนรอคอยอย่าง iPhone 6 หรือ iMac Touch ที่ถึงตอนนั้นน่าจะถึงเวลาเสียที ที่สิ่งเหล่านี้จะเข้ามาทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และใช้งานได้จริง

 

Views: 5463

Comments