
หลังจากที่ลุ้นกันมานานว่า OS X เวอร์ชั่นยกเครื่องใหม่หมดจดจะมาเมื่อไร ล่าสุดก็ถึงเวลาที่หลายคนรอคอยแล้วกับการเปิดตัว OS X รุ่นใหม่ล่าสุดในชื่อ Yosemite จาก Apple แต่ระบบปฎิบัติการตัวใหม่นี้ จะคุ้มค่ากับการรอคอยของพวกเราหรือไม่ วันนี้เรามาสำรวจฟีเจอร์และคุณสมบัติใหม่ๆ ที่น่าสนใจไปพร้อมๆ กัน โดยทาง Thai Mac Update จะขอวิเคาะห์ถึงประโยชน์ของแต่ละฟีเจอร์ ว่าอันไหนน่าจะรุ่ง อันไหนน่าจะร่วงด้วย!

Apple เริ่มนำเอารูปแบบที่เรียกว่า Flat Design มาใช้เป็นครั้งแรกใน iOS 7 ซึ่งเป็นรูปแบบที่ทำให้กราฟิกและส่วนของ User Interface ต่างๆ ดูเรียบง่ายและมีสีสันที่สดใสมากยิ่งขึ้น ซึ่งหลายๆ คนก็ชื่นชอบมากเป็นพิเศษและก็รอให้ Apple นำเอารูปแบบดังกล่าวมาใช้กับ OS X เสียที

ทีแรกเราคาดกันว่า OS X Mavericks จะเป็นการออกแบบใหม่หมดจด เพราะถือว่าเป็นการเปลี่ยนชื่อของ OS X จากสายพันธ์เสือและสิงโต ไปเป็นรูปแบบใหม่ แต่สุดท้าย Mavericks ก็เป็นเพียงแค่ Minor Change ของ OS X ดีไซน์เดิมในยุคท้ายๆ เท่านั้น จนในที่สุดการเข้าสู่ Yosemite (อ่านว่า โยเซมิตี) ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบครั้งใหญ่ ที่นำเอา Look & Feel ของ iOS 7 เข้ามาผสมผสานอย่างลงตัว
แน่นอนว่าส่วนประกอบต่างๆ จะเต็มไปด้วยลูกเล่นเช่นพื้นผิวโปร่งแสง, ตัวหนังสือแบบบางๆ เรียบง่าย, การเลือกสีที่ค่อนข้างจะคอนทราสต์, ซึ่งใครที่ชื่นชอบรูปแบบนี้จาก iOS 7 อยู่แล้วน่าจะยิ่งชอบเวอร์ชั่นบน OS X นี้ด้วย แต่ก็มีหลายๆ ความเห็นบ่งบอกว่าดีไซน์แบบนี้ไม่ค่อยถูกใจเนื่องจากใช้งานยาก และดูไม่ค่อยเป็น User Interface ที่เหมาะกับมือใหม่เท่าไร เพราะเน้นความสวยงามมากเกินไป แต่เราก็เชื่อว่าการที่ Apple ปล่อย iOS 7 บน iPhone, iPad และทยอยปรับเปลี่ยนหน้าตาของโปรแกรมต่างๆ มาได้ซักระยะ จะเป็นตัวเร่งให้หลายๆ คนที่ไม่ชินกับหน้าตาของ Yosemite เคยชินได้ไม่ยาก

ความเห็น: การยกเครื่องดีไซน์ครั้งนี้จะเพิ่มความกระชุ่มกระชวยให้กับผู้ใช้หน้าเก่าได้เป็นอย่างมาก แล้วชื่ออย่าง Yosemite ก็ฟังดูแปลกหูดี แต่บางจุดก็ดูเหมือนไปลอกจาก Windows มากไปหน่อย ส่วนถ้าใครใช้ iPad หรือ iPhone มาจนชินแล้ว น่าจะปรับตัวกับแอพต่างๆ บน Yosemite ได้ง่ายๆ
ในยุคหลังๆ OS X และ iOS มีการแชร์ฟีเจอร์การใช้งานกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจุดเริ่มต้นอยู่ที่ OS X Mavericks ที่มีการแสดงออกชัดเจนว่าทิศทางของ OS X จะเป็นการนำเอาแอพที่ใช้งานได้ดีบน iOS มาใช้งานบนเครื่อง Desktop ด้วย แต่การส่งข้อมูลระหว่างเครื่อง Desktop ไปยัง Mobile ยังคงเป็นการส่งผ่านตัวกลางที่เรียกว่า iCloud อยู่ ทำให้การใช้งานระหว่าง 2 แพลตฟอร์มยังทำได้ไม่ราบรื่นมากนัก

OS X Yosemite จึงมาพร้อมกับระบบใหม่อย่าง Continuity ที่เป็นการเชื่อมการใช้งานของ OS X และ iOS เข้าด้วยกันอย่างลงตัว หลักการง่ายๆ คือหากเราใช้งานแอพที่รองรับฟีเจอร์ Continuity บน iOS อยู่ OS X ที่อยู่ในระบบเครือข่ายเดียวกันก็จะรับรู้ได้ว่ามีแอพอะไรกำลังถูกใช้งาน และพร้อมที่จะดึงการทำงานของแอพนั้นๆ มาใช้งานต่อบน OS X ได้ทันที และในทางกลับกันหากใช้งานบน OS X อยู่ ก็สามารถดึงไปทำงานต่อบน iOS ได้ทันทีด้วย ซึ่งฟีเจอร์นี้ก็มีชื่อเก๋ๆ ว่า Handoff

Apple ยังต่อยอดฟีเจอร์นี้ด้วยการพัฒนา iMessage ให้สามารถรับข้อความ SMS ที่ปรกติเราจะได้รับผ่านทางโทรศัพท์เท่านั้นได้ด้วย และอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจก็คือเราสามารถโทรออกและรับสายผ่านทาง OS X ได้เลยด้วย โดยระบบจะใช้ Caller ID ของ iPhone เป็นตัวกลางในการใช้งานฟีเจอร์นี้

ความเห็น: Continuity จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ ที่ออกแนวบังคับทางอ้อมให้คนที่มี iOS Devices อยากจะหา Mac มาใช้งานซักเครื่อง
Yosemite เป็นเหมือนการอัพเดทที่ทำให้หลายๆ คนถูกใจที่จะได้รับฟีเจอร์ใหม่ๆ ไปใช้งาน แต่คงไม่ใช่กับ Google และ Dropbox สองผู้ให้บริการระบบเก็บข้อมูลบน Cloud ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เมื่อ Apple เปิดตัว iCloud Drive ที่เป็นแหล่งเก็บข้อมูลออนไลน์ แต่ข้อได้เปรียบสำหรับคนใช้ Mac ก็คือเราสามารถเข้าถึงข้อมูลของแอพต่างๆ ที่ใช้งาน iCloud ได้ด้วยในตัว ซึ่ง iCloud Drive ยังสามารถติดตั้งไว้ใช้งานบน Windows ได้อีกด้วย ทำให้ iCloud Drive จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการโอนถ่ายไฟล์ไปมาระหว่าง Mac และ Windows กันได้มากขึ้นสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้งาน Google Drive และ Dropbox มาก่อน

AirDrop ก็เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่สามารถทำให้การส่งไฟล์ระหว่าง OS X และ iOS ทำได้สะดวกขึ้น เพราะก่อนหน้านี้เราสามารถส่งไฟล์หากันได้เฉพาะบนแพลตฟอร์มเดียวกันเท่านั้น แต่ตอนนี้เราสามารถส่งข้ามแพลตฟอร์มกันได้แล้ว โดยไฟล์มีเดียต่างๆ บน OS X และ iOS จะถูกโยนไปมาหากันได้อย่างสนุก
ความเห็น: เป็นอีก 2 ฟีเจอร์ที่รอคอยมานาน และในที่สุดก็ได้ใช้ซักที ซึ่งจะทำให้การจัดการกับไฟล์ระหว่าง OS X, iOS หรือแม้กระทั่ง Windows ทำได้ดีกว่าเดิมมาก

เสียงฮือฮาเกิดขึ้นในงาน WWDC 2014 เกิดขึ้นดังพอสมควร เมื่อ Apple จู่ๆ ก็ประกาศเปิดตัวภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมบน Xcode ใหม่ในชื่อว่า Swift ซึ่ง Apple อ้างว่าสามารถทำงานได้เร็วกกว่า Obj-C ภาษาเดิมที่ใช้พัฒนาโปรแกรมมาโดยตลอดเป็นอย่างมาก
แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรม จะทำให้นัพฒนาทั้งหลายงานงอกพอสมควร เพราะต้องเสียเวลากับการศึกษาภาษารูปแบบใหม่ ซึ่งหลายคนก็ถึงกับบ่นอุบที่จะต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่หลายคนก็มองว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะยกเครื่องภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมไปสู่ยุคใหม่ที่ดีกว่าเดิม
ในส่วนของผู้บริโภคย่อมได้เปรียบเพราะเมื่อมีการนำภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมที่คิดค้นขึ้นมาใหม่มาใช้ เราก็จะได้รับประสบการณ์การใช้งานแบบใหม่ๆ หรือไม่ก็ดีกว่าเดิมที่เคยใช้กันมา แต่สำหรับนักพัฒนาจนถึงตอนนี้ยังดูไม่ออกว่าผลลัทธ์จากการเปลี่ยนแปลงภาษาครั้งนี้ จะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหนต่อการพัฒนาโปรแกรมในระยะยาว
ความเห็น: ตัวเลขอ้างอิงความเร็วของ Swift นั้นน่าตื่นตาตื่นใจ แต่สำหรับผู้บริโภคคงไม่ซีเรียสเท่าไร
Apple บอกเอาไว้ในงาน WWDC 2014 ว่า Yosemite จะพร้อมให้ดาวน์โหลดได้แบบฟรีๆ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งถ้าเทียบกับเมืองไทยแล้วก็ประมาณช่วงเดือนกันยายนนี้ โดยในตอนนี้มีการส่งตัว Beta ออกมาให้ทดสอบกันแล้ว ซึ่งเรายังไม่แนะนำให้ทดลองใช้เนื่องจากตัวทดสอบจะยังมีปัญหาต่างๆ เยอะอยู่ แนะนำว่าให้รอตัวเต็มออกมาก่อนจะดีกว่า
Views: 6148