
ในที่สุดผมก็มีโอกาสได้ทดลองเล่น iPhone 6 เสียที ด้วยความใจดีของร้าน Chiangmai Teleshop ที่รู้จักกันมานาน แต่ออกตัวไว้ก่อนว่านี่คงไม่ใช่การรีวิวอย่างเป็นทางการ เพราะโดยปรกติแล้วเว็บเราจะรีวิวแบบเต็มสูบหลังจากที่ผมได้มีประสบการณ์ใช้งานจริงๆ 1-2 สัปดาห์เท่านั้น ดังนั้นครั้งนี้น่าจะเรียกว่าเป็นการ Mini Review เพื่อตอบข้อสงสัยบางอย่าง ที่ทั้งผมและคุณผู้อ่านหลายๆ ท่านอาจจะสงสัยไปก่อนก็แล้วกันครับ
จุดแรกที่อยากจะพูดถึงก่อนเลยก็คือเรื่องของกล่องนี่แหละครับ ที่แบบว่าเห็นตอนแรกนึกว่า Apple ทำพลาดลืมพิมพ์รูป iPhone ลงไปบนหน้ากล่อง แต่พอเห็นว่ากล่อง iPhone 6 มันเป็นอย่างนี้จริงๆ ก็ค่อนข้างแปลกใจ โอเค คุณพี่จะมาแนว Minimal อะไรก็ได้ไม่ว่ากัน แต่ดูเหมือนออกแบบกล่องแบบนี้มันไม่ค่อยดึงดูดสายตาเท่าไรครับ แถมเอาจริงๆ ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้สันทัดเรื่อง iPhone มาๆ มาเจอแบบนี้ก็งงเหมือนกันนะว่ามันคืออะไร ดูเหมือน Apple จะมั่นใจในสินค้าตัวเองมาพอสมควร ถึงได้ทำกล่องแนวๆ นี้ออกมา

ส่วนด้านในก็อย่างที่เราพอเดากันได้ มีหูฟัง, สายชาร์จ, อแดปเตอร์, พร้อมคู่มือเล็กๆ น้อยๆ พอเป็นพิธี ยุคหลังๆ นี้ผมเป็นหลายๆ คนเริ่มเก็บของพวกนี้ไว้ไม่แตะเลย เพื่อเอามาอัพราคาขายต่อ แล้วไปซื้อของราคาถูกๆ มาใช้แทน ก็แล้วแต่นะ ![]()

iPhone 6 นั้นตามสเปกแล้วถือว่าหนักกว่า iPhone 5s ราวๆ 17 กรัม ซึ่งพอเป็นคำว่า “หนักกว่า” หลายๆ คนก็อาจจะมีประเด็นว่า “เฮ้ย แล้วมันจะโอเคเหรอ บางกว่าแต่หนักกว่าเนี่ยนะ” แต่จากการถือๆ ดูบอกได้เลยครับว่าแทบไม่ต่าง คือยกเทียบกับ iPhone 5s นี่คนทั่วไปแยกส่วนต่าง 17 กรัม ไม่ออกแน่ๆ ซึ่งเอาจริงๆ นะครับ ผมคิดว่า iPhone 6 ยังถือว่าเบามากด้วยซ้ำ ถ้าเทียบกับขนาดตัวและคุณภาพวัสดุที่ได้ แต่เจ้า iPhone 5s เนี่ยมันเบาเกินไปต่างหาก ดังนั้นเรื่องการพกพาต้องบอกว่าหายห่วง น้ำหนักที่เพิ่มมามามีผลอะไรทั้งสิ้นเลย
จากการที่ Apple เปิดตัว iPhone 6 ทีเดียวสองรุ่นพร้อมกัน ความปวดหัวเรื่องจะเอาไซส์ไหนดีก็บังเกิด แต่จากการทดลองใช้งาน iPhone 6 แบบได้เทียบกับเจ้า iPhone 6 Plus แบบแว๊บๆ ก็บอกได้เลยครับว่าขนาดหน้าจอ 4.7″ ของ iPhone 6 นั้นเพียงพอกับความต้องการ “ทั่วไป” แน่นอน

คือว่าง่ายๆ หากคุณรู้สึกว่าหน้าจอ iPhone 5s มันเล็กเกินไปหน่อย แล้วอยากได้เครื่องที่จอมันใหญ่กว่านี้ เพื่อให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น ไม่อึดอัด มีพื้นที่ใช้งานมากขึ้น iPhone 6 นี่น่าจะเป้นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแบบไม่ต้องไปมองถึง iPhone 6 Plus เลยครับ เพราะพื้นที่ที่เพิ่มมาก หากมองด้วยตาและดูจากตัวเลขเหมือนจะไม่มากเท่าไร แต่พอได้ใช้จริงแล้วจะพบว่า พื้นที่ใช้งานหน้าจอดูสมส่วน และเหมาะกับการใช้งานทั่วไปแบบ “พอดี” มากๆ เลยทีเดียว
อันนี้หาพวกนิดนึงนะครับ คือปรกติผมเป็นคนที่นิ้วมือสั้นมาก (ถ้าเทียบกับมือผู้ชายด้วยกัน) ซึ่งขนาด iPhone 5s ยังแตะไอคอนซ้ายบนสุดไม่ถึงเลย (ถนาถแท้ T-T) พอมาเป็น iPhone 6 แน่นอนครับว่าปัญหานี้ตามมาหลอกหลอนแน่ๆ แถมมากกว่าเก่าอีก เพราะจากการทดลองกวาดนิ้วดู พบว่าไอคอนแถวที่สองทางด้านซ้ายนี่ผมแตะได้แบบเฉียดๆ จะไม่ถึงเลยด้วย นั่นหมายความว่าการใช้งานด้วยมือข้างเดียว เป็นไปได้ยากมากต้องขยับจัดท่าทางเครื่องใหม่ตลอดเวลา แต่ฟังก์ชั่น Reachability ที่ Apple ให้มา ก็พอช่วยได้ครับ แต่เอาจริงๆ ผมว่ามันขัดจังหวะการใช้งานไปหน่อย ไม่ทันใจวันรุ่นเท่าไรนัก

แต่มาลองพิจรณาดูดีๆ นะครับ ในปัจจุบันเราก็ไม่ได้มีช่วงที่ต้องใช้งานมือเดียวยาวๆ เท่าไรหรอกนะ อาจจะมีบ้างในตอนเดินเล่น iPhone 6 พร้อมมืออีกข้างที่หิ้วกระเป๋าอยู่ ซึ่งก็อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย เพราะเราคงไม่ได้เดินทั้งวัน ถึงเป็นแบบนั้นจริงๆ ก็ใช้ Reachability ช่วยได้ แต่เวลาปรกติทั่วไป ผมมองว่าเป็นช่วงของการเล่น iPhone 6 แบบสองมือซะมากกว่า ซึ่งผมมองว่ามันกลับกลายเป็นข้อดีไปเลยนะครับ คือมันทำให้เราใช้ iPhone 6 แบบสองมือได้แบบไม่ค่อยบังหน้าจอเท่าไรแล้ว (ลองนึกภาพตอนเล่นเกมที่ต้องบังคับหน้าจอเยอะ อย่าง FIFA/ Street Fighter ดูสิ) ซึ่ง iPhone 6 ทำให้เรามีตำแหน่งวางนิ้วที่ดีขึ้นมาก คอเกมบอกได้เลยว่าสะดวกขึ้นแน่นอน
บอกได้อย่างไม่อายว่าในช่วงแรกๆ ที่ได้ลองใช้นั้น ผมเกิดอาการ “วืด” ไปประมาณ 4-5 ครั้งได้

อาการที่ว่าก็คือ มือมันพยายามจะกดปุ่ม Sleep ที่ด้านบนขวา ตำแหน่งที่คุ้นเคย แต่ก็กลายเป็นกดขอบเครื่องเปล่าๆ ไปซะอย่างงั้น นั่นก็เพราะปุ่มมั้นย้ายไปแล้วไงล่ะเฟ้ย! (ด่าเตือนสติตัวเอง) แน่นอนครับ คนที่ใช้ iPhone มา 5-6 ปี จะต้องเคยชินกับตำแหน่งปุ่ม Sleep ที่มันอยู่ที่เดิมตลอด และการกดก็เป็นไปตามความเคยชิน พอมันเปลี่ยนที่เท่านั้นแหละ ช่วงแรกๆ ผมก็เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะวืดกันไม่มากก็น้อย แต่ในระยะยาวการเลื่อนปุ่มมาไว้ด้านขวา จะทำให้ใช้งานได้ง่ายกว่าบนขนาดหน้าจอขนาดใหญ่นะ ซึ่งก็อาจจะต้องสร้างความคุ้นเคยกันใหม่อยู่บ้าง แต่เชื่อว่าระยะยาวพอชินแล้วน่าจะใช้งานสะดวกเลยทีเดียว
นี่เป็นสิ่งที่ผมสงสัยที่สุดแล้ว เมื่อ Apple บอกว่า iPhone 6 จะมีความละเอียดระดับ Retina Display HD คือเบิ้ลจากจอความละเอียดยุคแรกไป 3 เท่า หากพูดกันง่ายๆ ก็คือหากเราเอาแอพที่ทำงานบนจอ iPhone 5s มาใช้บน iPhone 6 แล้วให้มันแสดงผลโหมด Zoom ให้เต็มจอ ตัวแอพจะโดนขยายขึ้นอีกราวๆ 33% ซึ่งอาจจะทำให้ภาพเบลอได้ นั่นคือที่ผมคิดไว้ตอนแรก

โหมด Zoom

โหมด Standard
แต่ก็คิดผิดครับ เพราะหน้าจอ Retina Display นั้นความละเอียดสูงมากจริงๆ จนทำให้แอพที่ขยายขึ้นมาเพื่อให้เต็มหน้าจอ ก็ยังดูคมชัดมากอยู่ดี ไม่เป็นปัญหาใดๆ ต่อการใช้งานเลย ส่วนแอพที่มีสัดส่วนความละเอียดใหม่แบบไม่ Zoom นั้น ก็คมกริบตามมาตรฐาน iPhone อยู่แล้ว ถือว่าโอเคมากๆ
ตอบแบบไม่คิดเลยครับว่า “ไม่โอเค” คือการที่กล้องด้านหลังมันนูนออกมาเนี่ย ทำให้เวลาวาง iPhone แบบหงายหน้า เอากล้องคว่ำลง ตัวกล้องจะแตะพื้นเต็มๆ และแน่นอนว่าเวลาเอามือไปโดนเครื่อง แล้วเครื่องขยับ มันก็จะไถลไปกับพื้นดินแดงแห้งผาก! (เพลงลอยมาเลยนะเนี่ย) ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดรอยและพังมากๆ

จะสังเกตเห็นว่า ขอบเครื่องลอยนิดๆ เพราะติดกล้อง นั่นหมายความว่า… ยินดีด้วยครับ คุณมีขาตั้งเครื่องเป็นกระจกแซฟไฟร์คริสตัลราคาแพงนั่นเอง!
โอเคครับ อาจจะด้วยเรื่องของเทคโนโลยี หรือกั๊กโนโลยี อะไรก็ตามของ Apple ที่ไม่สามารถทำให้มันบางกว่านี้ได้ (ถ้า iPhone 6s ออกมาแล้วบางลงได้นะ เจตนาพี่แกจะชัดเจนมากว่า “กั๊ก”) ทำให้ต้องยอมใช้งานแบบนี้ไปก่อน ทางแก้ก็มีอยู่ไม่กี่ทางครับ ก็คือใส่เคสซะก็จบเรื่อง ไม่ก็ติดฟิล์มกันรอยด้านหลังที่มีความหนาเพียงพอจะเลยตัวเลนส์ได้ (พวกฟิล์มซับแรงกระแทกส่วนมากจะหนาพอควร น่าจะพอช่วยได้) หรืออีกทางหนึ่งก็อาจจะลองดูพวก Micro Clean Sticker ที่เป็นอุปกรณ์เสริมแบบใหม่ เอาไว้ติดหลังเครื่องและแกะออกมาเช็ดหน้าจอได้ (เดี๋ยวจะเอามารีวิวเร็วๆ นี้ คิดว่าเหมาะกับ iPhone 6 มากๆ) เหล่านี้ก็น่าจะเป็นทางออกที่ทำได้ในตอนนี้แบบจำยอมกันไป

พอได้ข่าวจากต่างประเทศบอกว่า iPhone 6 สีทองนั้นจะมาโทนทองที่ติดเหลืองมากขึ้นกว่าเดิม ทีแรกก็ตกใจกลัวว่า iPhone 6 จะกลายเป็นเครื่องที่ทองอร่ามจนดูลิเกไป แต่จากการได้เห็นของจริงในสภาพแสงปรกติก็บอกได้ว่า สีทองของ iPhone 6 เป็นคนละสีกับของ iPhone 5s จริงๆ แต่ไม่ได้ต่างกันมากอย่างที่คิดเท่าไร โดยสีทองที่ติดเหลืองมากขึ้นของ iPhone 6 ก็ยังคงเป็นสีที่สวยอยู่ ใครที่ชื่นชอบสีทองเป็นพิเศาก็สบายใจได้ครับ สวยอยู่แหละ
ไม่กล้าลองครับ ไม่ใช่เครื่องตัวเอง! (ฮา)

ถ้าให้ตอบง่ายๆ ก็คงต้องบอกว่า เหมาะกับคนที่คิดจริงๆ ว่า iPhone 5s นั้นหน้าจอเล็ก และอึดอัดไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้ต้องการพื้นที่ใหญ่มากๆ เพื่อทำกิจกรรมพิเศษเช่น ชอบเล่นเกมบนจอใหญ่ๆ มากๆ ซึ่งถ้ามาทางนี้ iPhone 6 นั้นจะเป็นตัวเลือกที่พอดีมากๆ ครับ เพราะขนาดหน้าจอนั้นใหญ่พอที่จะรองรับการใช้งานทุกด้านอยู่แล้ว โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปเหลียวมอง iPhone 6 Plus เลย ซึ่งส่วนตัวผมมีความรู้สึกว่า iPhone 6 Plus นั้นเหมาะกับคนที่ต้องการพื้นที่เยอะเป็น “พิเศษ” มากกว่า
บทสรุปเบื้องต้น iPhone 6 สามารถตอบโจทย์สมาร์ทโฟนจอใหญ่ได้ดีครับ ส่วนการใช้งานจริงๆ แบบเต็มรูปแบบ รอได้เครื่องมาใช้อย่างเป็นทางการแล้วเจอกันอีกรอบนะ ![]()
ขอขอบคุณร้าน Chiangmai Teleshop ที่ให้ยืม iPhone 6 อวดคนอื่น จนชาวบ้านนึกว่าเป็นของตัวเองไปหมดแล้ว (ก็หน้าด้านอ่ะ!) ขอบคุณมากๆ ครับ
Views: 8959